MY HERITAGE

สักการะ 9 พระพุทธรูปคู่เมืองเชียงใหม่ ต้อนรับประเพณีปี๋ใหม่เมือง

วันสงกรานต์ของล้านนาไม่ใช่แค่การออกมาสาดน้ำคลายร้อน หากนี่เป็นประเพณีการเปลี่ยนผ่านศักราช ที่ซึ่งคนหนุ่มสาวจะมารดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ ถวายทาน ขนทรายเข้าวัด และทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตลอดปี ในวาระฉลองสงกรานต์ 2562 นี้  กองบรรณาธิการ ‘มรดกเชียงใหม่’ จึงรวบรวม 9 พระพุทธรูปคู่เมืองเชียงใหม่มาไว้ด้วยกัน เพราะทั้งหมดนี้หาใช่แค่ความศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคล หากพระพุทธรูปเหล่านี้ยังสะท้อนความงามของศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่ไม่อาจประเมินค่าได้


(ภาพจากเพจ พระธาตุเจ้าเข้าเวียง โดยวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร)


พระเสตังคมณี และพระศิลา (ภาพจาก wikipedia)

พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว)
, วัดเชียงมั่น
กล่าวได้ว่านี่คือพระพุทธรูปคู่เมืองที่มีขนาดเล็กที่สุด หากก็มีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่อย่างสำคัญที่สุดเช่นกัน

พระเสตังคมณี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำจากหินสีขาว หรือหินจุยเจีย (แร่ควอตซ์) ขนาดเล็กมาก โดยมีหน้าตักกว้างเพียง 10 เซนติเมตร และสูง 15.50 เซนติเมตร ประดิษฐาน ณ วัดเชียงมั่น วัดแห่งแรกของเชียงใหม่ ตำนานกล่าวว่าพระเจ้ารามราช เจ้ากรุงละโว้ ร่วมกับพระกัสปเถระ ได้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นเมื่อราว พ.ศ.700 ก่อนที่พระนางจามเทวีจะทรงอัญเชิญมายังเมืองหริภุญชัย พร้อมกับที่พระนางเสด็จมาปกครองอาณาจักรแห่งนี้ หากเมื่อภายหลังพระญามังรายได้เข้ามายึดอาณาจักรหริภุญชัย ก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐาน ณ วัดเชียงมั่น ที่เชียงใหม่

พระเสตังคมณี จึงหาใช่แค่พระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดเท่านั้น หากยังเป็นพระพุทธรูปที่เชื่อมร้อยอารยธรรมหริภุญชัยเข้าด้วยกันกับล้านนาอีกด้วย


พระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานภายในวิหารลายคำ

พระพุทธสิหิงค์, วัดพระสิงห์ 
ไม่เฉพาะในเชียงใหม่ พระพุทธสิหิงค์ถือเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย ทั้งในแง่มุมของตำนาน ความงดงาม และความหมาย

ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์มีอยู่ด้วยกันหลายพระองค์ หากมี 3 องค์ที่ถือเป็นที่รู้จักทั่วกัน คือ องค์ที่ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ (ปางมารวิชัย), องค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (ปางสมาธิ) และองค์ที่ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ นครศรีธรรมราช (ปางสมาธิ)

ตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ เล่าความเป็นมาของพระพุทธรูปว่า พระพุทธสิงหิงค์ถูกหล่อขึ้นในลังกา ก่อนจะถูกอัญเชิญมายังนครศรีธรรมราช สุโขทัย และเมืองสำคัญๆ หลายแห่ง อาทิ กรุงศรีอยุธยา และกำแพงเพชร ก่อนประดิษฐานสู่อาณาจักรล้านนาในรัชสมัยของพระเจ้ากือนา (ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20) อันถือเป็นยุคทองแห่งพุทธศาสนาในล้านนา เพราะในรัชสมัยเดียวกันนี้ ยังมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากลังกา อันเป็นที่มาของวัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพ ตามลำดับ

กระนั้นหากพิจารณาในด้านรูปแบบทางศิลปะ ก็มีความเป็นไปได้ว่าพระพุทธสิหิงค์ของเมืองเชียงใหม่สร้างขึ้นในล้านนานี่เอง เพราะทั้งรูปแบบที่จัดเป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง – นั่งขัดสมาธิเพชร พระวรกายอวบ พระอุระนูน พระพักตร์กลม และทรงแย้มสรวล ฯลฯ เป็นลักษณะพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะปาละของอินเดียผ่านทางพุกามของพม่า ซึ่งมีปรากฏมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัยและยุคต้นของล้านนาแล้ว ทั้งนี้ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี จะมีขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์รอบเมืองเชียงใหม่ให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล


พระเจ้าฝนแสนห่า (ภาพจากhttps://www.bloggang.com/mainblog.php?id=abird&month=15-05-2015&group=48&gblog=92)

พระเจ้าฝนแสนห่า, วัดช่างแต้ม
พระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยเชียงแสนลังกา หน้าตักกว้าง 25 นิ้ว สูง 35 นิ้ว หนา 15 นิ้ว อายุประมาณ 1,000 กว่าปี จากตำนานเล่าว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระเจ้าติโลกราชทรงอัญเชิญจากลำพูนมาประดิษฐาน ณ วัดช่างแต้ม

มีความเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้จะช่วยดลบันดาลให้เกิดฝนตกลงมาช่วยคลายร้อนในยามแล้ง หรือทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ของเชียงใหม่แห่ไปรอบเมือง เพื่อให้ประชาชนร่วมสรงน้ำ ในจำนวนนั้นมีพระเจ้าฝนแสนห่าเข้าร่วมพิธีด้วย เช่นเดียวกับในช่วงบูชาเสาอินทขิล ก็จะมีการอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่ามาประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวง ให้ชาวเชียงใหม่ได้สักการะ


พระเจ้าอุ่นเมือง

พระเจ้าอุ่นเมือง, วัดอินทขิล 

พระเจ้าอุ่นเมือง หรือที่คนเชียงใหม่รู้จักกันในชื่อ ‘หลวงพ่อขาว’ ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดอินทขีลสะดือเมือง วัดเก่าแก่ที่เคยเป็นสถานทีประดิษฐานเสาอินทขีลหรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ ก่อนมีการย้ายไปประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวง เช่นปัจจุบัน

พระเจ้าอุ่นเมืองเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิสีขาว ประดิษฐานอยู่หน้าเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมรูปแบบเดียวกับสถาปัตยกรรมหริภุญชัย ไม่ทราบปีสร้าง แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยพญามังราย ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นสถานที่ที่พญามังรายค้นพบซากเสาอินทขิลและรูปกุมภัณฑ์ จึงมีการสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อให้ชาวเมืองได้สักการะเป็นเสาหลักเมือง โดยวิหารที่ประดิษฐานพระเจ้าอุ่นเมืองหลังปัจจุบันเพิ่งมีการจัดสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี 2550


พระอัฏฐารส

พระอัฏฐารส, วัดเจดีย์หลวง
พระอัฏฐารส คือพระประธานของวัดเจดีย์หลวง เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย หล่อจากสำริด สูงราว 8 เมตร มีอัครสาวกทั้งสององค์ขนาบซ้ายและขวา ได้แก่ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร

พระอัฏฐารสของวัดเจดีย์หลวง มีประวัติการสร้างใน พ.ศ. 1950 โดยดำริของพระราชชนนีของพระเจ้าติโลกราช โดยตั้งใจให้เป็นพระประธานของวัดที่ต่อมาจะกลายเป็นวัดสำคัญที่สุดวัดหนึ่งในรัชสมัยของพระราชโอรสของพระนาง พระพุทธรูปมีลักษณะทางพุทธศิลป์ที่อยู่ในศิลปะช่วงรอยต่อของพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งกับอิทธิพลสุโขทัย ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 กล่าวคือมีพระพักตร์กลมป้อมแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง หากก็มีพระรัศมีเป็นเปลว สังฆาฏิ (ผ้าห่มซ้อนจีวร) ยาวมาจรดพระนาภี มีผ้าจีบหน้านาง และรัดประคด ตามแบบพระพุทธรูปสุโขทัยที่รับอิทธิพลต่อมาจากเขมร

พร้อมไปกับการเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่เมืองอีกองค์หนึ่ง พระอัฏฐารสยังเป็นงานพุทธศิลป์ที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบพระพุทธรูปล้านนาช่วงสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ยุคทองของล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 อีกด้วย


พระสัพพัญญูเจ้า

พระสัพพัญญูเจ้า, วัดเชียงยืน
พระสัพพัญญูเจ้า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ศิลปะเชียงแสน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นพระประธานของวัดเชียงยืน ซึ่งตั้งขึ้นอยู่ติดกับคูเมืองด้านนอก ใกล้กับแจ่งศรีภูมิ

ทั้งนี้วัดเชียงยืนเป็นพระอารามหลวงมีฐานะเป็นเดชเมืองเชียงใหม่ ตามคัมภีร์มหาทักษาที่ว่าการสร้างเมืองเชียงใหม่นั้นจะสร้างขึ้นในลักษณะการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับชัยภูมิและความเชื่อทางโหราศาสตร์ ประกอบตามทิศทั้งแปดของแผนภูมินครฯ โดยเปรียบเมืองเชียงใหม่เป็นมนุษย์ กล่าวคือมีส่วนศีรษะ ลำตัว และขา ทำเลทางทิศอุดร (ทิศเหนือ) ของวัดเชียงยืนจึงเปรียบเหมือนศีรษะของเมืองเชียงใหม่

ทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์ล้านนาเข้าและออกจากประตูเมืองเพื่อไปทำศึกสงครามหรือว่าราชการนอกกำแพงเมือง จะมีการทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมืองที่วัดเชียงยืนทุกครั้ง เพื่อให้เกิดสิริมงคลในความยั่งยืน รวมทั้งการสร้างความมั่นใจอันที่จะประกอบกิจที่สำคัญในลุล่วงสำเร็จด้วยดี ในทางกลับกันเมื่อมีพระมหากษัตริย์หรือเจ้าเมืองจากแว่นแคว้นอื่นๆ เข้ามาในกำแพงเมืองล้านนาก็จะต้องมีการสักการะพระสัพพัญญูเจ้าก่อนเข้าเมืองทุกครั้งไป โดยจารีตนี้มีการสืบต่อกันมาหลายศตวรรษ

ปัจจุบันแม้จารีตในการสักการะพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมืองในหมู่ข้าหลวงต่างถิ่นจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว กระนั้นวัดเชียงยืนก็ยังถือเป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ และเป็นที่สักการบูชาของชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวเสมอ ทั้งยังมีงานประจำปีคือประเพณีการสรงน้ำพระบรมธาตุวัดเชียงยืนในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งจัดเป็นลำดับถัดมาจากวัดเชียงมั่น

พระเจ้าแข้งคม (แค่งคม)

พระเจ้าแข้งคม, วัดศรีเกิด
พระเจ้าแข้งคม คือหนึ่งในพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งของล้านนา (หน้าตักกว้าง 2.32 เมตร สูง 3.65 เมตร) เป็นพระพุทธรูปที่พระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้างในปี พ.ศ. 2027 (อ้างอิงจากชินกาลมาลีปกรณ์) โดยให้ช่างหล่อสำริดด้วยทองหนักประมาณสามสิบสามแสนให้มีลักษณะเหมือนกับพระพุทธรูปลวปุระ หรือพระละโว้จากลพบุรี ครั้นหล่อเสร็จแล้ว ก็มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประมาณ 500 องค์ กับพระพุทธรูปแก้ว ทอง และเงิน จากหอพระธาตุส่วนพระองค์ มาบรรจุไว้ในพระเศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่

ลักษณะพิเศษของพระเจ้าแข้งคมที่มีความแตกต่างจากแบบแผนศิลปะล้านนา คือการมีหน้าแข้งที่เป็นสันคม พระพักตร์สี่เหลี่ยม พระโอษฐ์หนา พระเนตรเปิดมองตรง ขมวดพระเกศาเป็นเม็ดเล็ก และมีพระรัศมีเป็นเปลวสูง ซึ่งนักโบราณคดีนำไปเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ที่มีอิทธิพลของศิลปะขอมแบบบายน สอดคล้องกับข้อความในตำนานที่พระเจ้าติโลกราชประสงค์จะให้ช่างสร้างพระพุทธรูปแบบละโว้

พระพุทธรูปกลุ่มนี้มีปรากฏในศิลปะล้านนาไม่มากนัก (แทบไม่ถึง 10 องค์) นี่จึงเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่หายากยิ่ง และยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าอาณาจักรล้านนามีการผสมผสานศิลปะจากดินแดนต่างๆ เข้ามาปรับใช้จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่มีความงามในแบบฉบับของตัวเองอีกด้วย

พระเจ้าเก้าตื้อ (ภาพจาก wikipedia)

พระเจ้าเก้าตื้อ, วัดสวนดอก
คำว่า 'ตื้อ' หมายถึงหน่วยวัดน้ำหนักโลหะของล้านนาในสมัยโบราณ 1 ตื้อเท่ากับ 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม หาก 9 ตื้อ ก็หมายถึง 9,000 กิโลกรัม หรือ 9 ตัน แม้ปัจจุบันจะไม่มีใครชั่งน้ำหนักพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์นี้ หากคนล้านนาก็ทราบกันดีว่าพระเจ้าเก้าตื้อที่ประดิษฐาน ณ วิหารพระเจ้าเก้าตื้อ วัดสวนดอก คือหนึ่งในพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่

พระเจ้าเก้าตื้อเป็นพระพุทธรูปสำริดเก่าแก่ของล้านนาที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ศิลปะแบบล้านนาเชียงแสนสิงห์สอง (รุ่นที่ต่อมาจากพระพุทธสิหิงค์ ที่เป็นเชียงแสนสิงค์หนึ่ง) มีหน้าตักกว้าง 2.90 เมตร และสูงเกือบ 4 เมตร แต่เดิมพระยาเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์มังราย โปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2047 เพื่อเป็นองค์ประธานในวัดพระสิงห์ แต่เนื่องจากพระพุทธรูปมีน้ำหนักมากจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงได้ย้ายมาประดิษฐาน ณ 'วัดเก้าตื้อ' แทน ต่อมาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยครูบาศรีวิชัย ในปี พ.ศ. 2475 โดยวัดเก้าตื้อได้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของวัดสวนดอก ทั้งนี้วิหารพระเจ้าเก้าตื้อจะตั้งอยู่ด้านในสุดของบริเวณวัด (ผ่านวิหารหลวงเข้ามา)


พระมหาอุปคุต (ภาพจากเพจเฟซบุ๊ค วัดอุปคุต)

พระมหาอุปคุต, วัดอุปคุต
พระอุปคุตเป็นพระภิกษุองค์หนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มีชื่อเสียงในการปราบมารผจญทั้งหลาย โดยชื่อ ‘อุปคุต’ แปลว่าผู้ปกป้องคุ้มครอง คนล้านนาเชื่อว่าพระอุปคุตมีด้วยกันทั้งหมด 8 องค์ ปรินิพพานไปแล้ว 7 องค์ คงเหลือจำพรรษาอยู่ในมหาสมุทร 1 องค์ ในวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ (วันเพ็ญพุธ หรือวันเป็งปุ๊ด) พระอุปคุตจะออกมาโปรดสัตว์โดนเนรมิตตนเป็นเณรน้อยมาบิณฑบาตตอนกลางคืน ชาวล้านนาจึงออกมาตักบาตรในวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธในช่วงเวลา 02.00-05.00 น.

ความที่พระมหาอุปคุตมีคุณสมบัติเป็นเลิศในทางป้องกันอันตราย คนล้านนาและในวัฒนธรรมร่วมอื่นๆ จึงประดิษฐ์พระพุทธรูปของพระองค์ท่าน เพื่อเป็นเครื่องรางเพื่อเคารพบูชา โดยทำจากวัสดุหลากหลาย ทั้งสำริด และไม้ลงชาดและปิดทอง

ตั้งอยู่เชิงสะพานนวรัฐฝั่งตะวันตก วัดอุปคุตคือวัดที่ประดิษฐานพระอุปคุต และเป็นสถานที่จัดงานเป็งปุ๊ดต่อเนื่องมายาวนาน เดิมทีวัดอุปคุตมีด้วยกันสองแห่ง คือวัดอุปคุตไทย (ที่ตั้งปัจจุบัน) และวัดอุปคุตพม่า ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน หากปัจจุบันกลายมาเป็นที่ตั้งของพุทธสถานเชียงใหม่ ทั้งนี้พิธีตักบาตรเป็งปุ๊ดยังมีการจัดกันในวัดแห่งอื่นๆ อาทิ วัดสวนดอก, วัดศรีดอนมูล, วัดมิ่งเมือง (เชียงราย) รวมไปถึงวัดอื่นๆ ในภาคกลางด้วยเช่นกัน

แชร์บทความนี้

CONTACTS


รุกขมรดกของแผ่นดิน: ต้นไม้ในฐานะมรดกของประเทศในเชียงใหม่

ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 2: เจดีย์ทรงปราสาท

ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 1: เจดีย์ทรงระฆัง