MY HERITAGE

ชวนเจ้าของบ้านมาเป็นช่าง! กระบวนการอนุรักษ์ที่ถึงเนื้อถึงตัวและเข้าถึงหัวใจของการมีส่วนร่วม

นอกจากบทบาทนักวิชาการและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) Dr.Nikhil Joshi ยังเป็นนักอนุรักษ์เชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ไปพร้อมกับการพัฒนาชุมชน หนึ่งในโครงการสำคัญของเขาคือการวิจัย พัฒนา และผลิตหินไลม์สโตน (หินปูน) ซึ่งเป็นหินที่เป็นวัสดุหลักของอาคารประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาทำร่วมกับ Tun Tan Cheng Lock Centre for Asian Architectural and Urban Heritage ในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย 




และการผลิตหินปูนนี้เองที่ทำให้เขาชักชวนผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาคารเก่าแก่ของสิงคโปร์มาร่วมเวิร์คช็อป การซ่อมแซมอาคารหินปูนอย่างถูกวิธีได้ด้วยตนเอง อันเป็นกระบวนการที่ไม่เพียงสร้างองค์ความรู้และทักษะเชิงช่างแก่บุคคลทั่วไป หากยังก่อให้เกิดจิตสำนึกและวิถีปฏิบัติในการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ในเมืองได้อย่างสร้างสรรค์

บนเวทีประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ได้รับเกียรติจาก Dr.Nikhil Joshi มาแบ่งปันประสบการณ์การเป็นนักวิจัยด้านการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์จากทั้งในอินเดีย อังกฤษ และมาเลเซีย รวมถึงกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ผ่านองค์ความรู้เรื่องหินไลม์สโตน



กระบวนการการมีส่วนร่วมต้องเริ่มจากกิจกรรมที่ให้ทุกคนได้ร่วม
หลายคนมักคิดว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมคือการให้ทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็น เพื่อกำหนดทิศทางของการพัฒนาและการอนุรักษ์ของย่านที่เราอยู่อาศัยในอนาคต กระนั้นผมมองว่านอกเหนือไปจากแง่มุมนี้ การเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้มีส่วนในการร่วมลงมือทำ พร้อมไปกับการที่ให้พวกเขาได้เข้าถึงองค์ความรู้และทักษะเฉพาะทางของกระบวนการนั้นๆ ก็จะทำให้กระบวนการอนุรักษ์และพัฒนาเกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้นไปกว่า...

ทีนี้ผมก็พบว่าหนึ่งในปัญหาของการอนุรักษ์อาคารเก่าแก่ก็คือ การขาดช่างผู้เชี่ยวชาญในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม จึงคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราน่าจะชวนผู้เชี่ยวชาญมาเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ พร้อมไปกับสอนให้ทุกๆ คนสามารถลงมือซ่อมแซมอาคารได้ด้วยตัวเองล่ะ ผมจึงเริ่มจากแนวคิดพื้นฐานของสิ่งปลูกสร้าง นั่นคือหินไลม์สโตน ซึ่งเป็นหินที่เป็นวัสดุหลักของอาคารประวัติศาสตร์ (หรือที่เรียกว่า Baba House – ผู้เรียบเรียง) ทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์ และโบราณสถานแห่งสำคัญแห่งอื่นๆ ทั่วโลก" Dr.Nishil กล่าวถึงที่มา



หินไลม์สโตน มรดกจากธรรมชาติที่เป็นรากอารยธรรม
แม้ในบ้านเราจะไม่นิยมนำหินไลม์สโตนมาเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างอาคาร ทว่าหินชนิดนี้ก็ปรากฏอยู่ในสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญๆ ของโลกมามากมาย จนถือได้ว่าเป็นหินที่ใช้สร้างอารยธรรมของโลกก็ว่าได้


หินไลม์สโตนจำนวน 2.2 ล้านก้อนถูกวางเรียงต่อกันด้วยภูมิปัญญาโบราณอันชาญฉลาด จนเกิดเป็นมหาปิรามิดแห่งเมืองกิซาในประเทศอียิปต์ สถาปัตยกรรมสีขาวอันงามสง่ากลางกรุงวอชิงตัน ดีซี อย่างทำเนียบขาว ก็เกิดจากการประกอบสร้างของหินไลม์สโตนสีขาวด้วยเช่นกัน ยังไม่นับรวมตึกเอ็มไพร์สเตท แลนด์มาร์คของมหานครนิวยอร์ก และโบสถ์อันยิ่งใหญ่หลายแห่งในยุโรป

หินไลม์สโตนจัดอยู่ในกลุ่มหินปูนที่มีส่วนประกอบเป็นแร่แคลไซต์ มักเกิดขึ้นในทะเล เนื้อหินมีความละเอียด หนาทึบ แข็งและเปราะในส่วนผิว ที่มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า Cracked Surfaceมีลักษณะสีตั้งแต่สีขาว สีครีม สีเทา สีเหลือง สีเขียว สีชมพู จนถึงสีดำ เมื่อเปรียบกับหินอ่อน หินไลม์สโตนจะมีความหนาแน่นกว่า หนักกว่า แต่ลักษณะผิวแบบ Cracked Surface ที่ไม่เรียบมัน หินไลม์สโตนจึงนิยมในการปูพื้นที่กึ่งภายนอกหรือภายนอก

นอกจากนี้หินไลม์สโตนมีคุณสมบัติที่ดีในการเป็นฉนวนกันความร้อน ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิภายในสิ่งปลูกสร้างไม่ให้หนาวเกินไปในฤดูหนาว และไม่เก็บความร้อนในฤดูร้อน จึงเป็นที่นิยมในการกรุตกแต่งผนัง นับตั้งแต่สมัยโบราณเรื่อยมา



Let's Mix It
เริ่มต้นในปี 2016 NUS Baba House ประเทศสิงคโปร์ Let's Mix It คือเวิร์คช็อปคลุมระยะเวลา 4 วัน ที่ชวนเจ้าของบ้านเก่าและบุคคลที่สนใจเข้าร่วมเรียนรู้คุณสมบัติของหินไลม์สโตนที่ถูกใช้ทั่วไปในอาคารประวัติศาสตร์ Dr.Nikhil แนะนำชนิดของหินไลม์สโตน, วัฎจักรของหินในแต่ละช่วงเวลา, วิธีการเตรียมหินเพื่อให้เหมาะสมต่อการก่อสร้าง รวมไปถึงวิธีการบูรณะพื้นผิวของหินไลม์สโตน อย่างการทำปูนขาว, การผสมปูนอุดรอยรั้ว (putty) เข้ากับทรายและน้ำเพื่อทำปูนฉาบผนัง (lime plaster), เทคนิคการฉาบผนัง และกระบวนการทำความสะอาด เป็นต้น

ผมเพิ่งทราบว่าหินไลม์สโตนมีคุณสมบัติในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นที่โดยรอบ นี่คือความน่าทึ่งมากๆ เพราะปัจจุบันเราต่างค้นหาวิธีการออกแบบและก่อสร้างที่มีความยั่งยืนและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แล้วใครจะคิดว่าหินไลม์สโตนที่คนในยุคก่อนหน้าใช้สำหรับเป็นวัสดุหลักในการปลูกสร้าง ก็เป็นวัสดุที่ยั่งยืนต่อธรรมชาติอยู่แล้ว ที่สำคัญหินนี้ยังสามารถสูดหายใจ เอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และระบายออกซิเจนออกมาเหมือนต้นไม้ในเวลากลางวันอีกด้วย" Karl Kuangpyeimaw Tan หนึ่งในผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อป กล่าว



ปัจจุบัน Dr.Niskhil ยังคงจัดเวิร์คช็อปให้ความรู้เกี่ยวกับหินไลม์สโตนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองประวัติศาสตร์ที่อาคารห้องแถวที่ทำจากหินชนิดนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างหลักของเมือง อาทิ มะละกา จอร์จทาวน์ และสิงคโปร์


 

แชร์บทความนี้

CONTACTS


บทเรียนจากเมืองมรดกโลก Bamberg ประเทศเยอรมนี

ชวนมองเมืองมรดกโลกของหลวงพระบาง แล้วย้อนกลับมาสำรวจเชียงใหม่

มองมรดกเมืองเก่าด้วยมุมใหม่ผ่านการเชื่อมร้อยของวัฒนธรรมและธรรมชาติ - สาวิตรี สุวรรณสถิตย์