MY HERITAGE

การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม = การอนุรักษ์ธรรมชาติ รศ.ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร

บทสำรวจการเชื่อมต่อระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมกับการอนุรักษ์
จากมุมมองของ รศ.ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร


“ไม่ว่าจะยังไง เราไม่อาจมองวัฒนธรรมแยกขาดจากธรรมชาติได้ วัฒนธรรมทุกวัฒนธรรมล้วนเกิดจากธรรมชาติที่แวดล้อมผู้คนในชุมชนหรือในพื้นที่วัฒนธรรมนั้นๆ ด้วยเหตุนั้นการที่คุณจะตั้งเป้าในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมหรือพัฒนาอะไรก็ตามแต่ ก็ต้องคำนึงถึงธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบด้วย แต่น่าเสียดายที่โครงการของภาครัฐหลายโครงการมุุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ของการพัฒนา แต่ไม่ค่อยใส่ใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทั้งธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมของพื้นที่" รศ.ดร. ยงธนิศร์ พิมลเสถียร

รศ.ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร เป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตนายกสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย (ICOMOS Thailand) เขาถือเป็นนักวิชาการผังเมืองที่มีบทบาทในด้านการอนุรักษ์พื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติโดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์พัฒนาพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ (ในฐานะคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์), การอนุรักษ์ชุมชนเลื่อนฤทธิ์บนถนนเยาวราช, การผลักดันพื้นที่ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นมรดกของชาติ รวมไปถึงเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลกของเราด้วย



เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา อาจารย์ยงธนิศร์ ได้ให้เกียรติคณะทำงานฯ ร่วมเสวนาบนเวทีประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) ณ UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อ 'การสำรวจการเชื่อมต่อระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมในการอนุรักษ์มรดกของประเทศไทย'


องคพายพของการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน
อาจารย์เริ่มต้นเสวนาด้วยการกล่าวถึงความสำคัญของธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้มีความหมายเพียงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและของโลกเท่านั้น แต่นี่คือต้นธารของการก่อกำเนิดอารยธรรม ความศิวิไลซ์ของสังคมเมือง และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะในเชิงสันฐานหรือกายภาพของพื้นที่ ภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติที่พื้นที่นั้นๆ มี เฉกเช่นเมืองเชียงใหม่ที่มีต้นธารวัฒนธรรมมาจากพื้นที่ราบเชิงดอยสุเทพ ผู้คนอาศัยทรัพยากรป่าและน้ำในการสร้างเมือง ก่อนจะสร้างความเชื่อทางจิตวิญญาณเชื่อมโยงไปกับภูเขา ก่อเกิดวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาหลายร้อยปี

“ลองมาสำรวจคำศัพท์หรือแนวคิดการอนุรักษ์และพัฒนาที่เราได้ยินบ่อยๆ ทุกวันนี้ดู เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืน, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์, ภูมิทัศน์เกษตรกรรม, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน และอื่นๆ เหล่านี้ล้วนเป็นผลลัพธ์จากการเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือวัฒนธรรมได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง”

ทั้งนี้อาจารย์ได้แบ่งมุมมองของการเชื่อมต่อระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมเป็น สองมุมมองหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ การเชื่อมต่อในเชิงพื้นที่หรือทางกายภาพ และการเชื่อมต่อทางคุณค่าที่ไม่มองไม่เห็น (intangible values)



ทำความเข้าใจคุณค่าของพื้นที่ผ่านการทำแผนที่วัฒนธรรม
อาจารย์ได้ยกตัวอย่างรูปแบบของการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ออกเป็นสองแบบโดยสังเขป คือพื้นที่ที่เมืองอยู่ติดกับธรรมชาติ และพื้นที่ที่เมืองอยู่ร่วมกับพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ห้อมล้อมแหล่งธรรมชาตินั้นไว้ หรือเมืองที่ถูกห้อมล้อมด้วยธรรมชาตินั้นไว้

เขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของพื้นที่ที่เมืองอยู่ร่วมกับพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาที่ห้อมล้อมตัวเมือง แม่น้ำที่ตัดผ่าน รวมไปถึงหนองน้ำที่อยู่ใจกลางเมืองอีกที เช่นเดียวกับอำเภอเมืองอุทัยธานี วัฒนธรรมที่เริ่มต้นอยู่กลางผืนป่าซึ่งมีแม่น้ำสะแกกรังไหลผ่าน ชุมชนดั้งเดิมของอุทัยธานีคือชาวบ้านที่ปลูกเรือนแพอยู่ริมน้ำ และอาศัยทรัพยากรจากแม่น้ำในการเลี้ยงชีพ ก่อนจะขยายตัวจนเกิดเป็นเมืองในที่สุด ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้คนส่วนหนึ่งก็ยังมีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับสายน้ำสะแกกรังโดยตรงอยู่


หมู่บ้านชาวประมงเกาะปันหยี (ภาพจาก https://www.allthaievent.com/event/15061/)

หมู่บ้านชาวประมงคืออีกตัวอย่างของพื้นที่ที่วัฒนธรรมเกิดขึ้นและเชื่อมชิดกับธรรมชาติ เช่น หมู่บ้านปากน้ำประแส จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นชุมชนชาวประมงที่อาศัยอยู่บริเวณปากน้ำประแสที่เชื่อมออกไปยังทะเลอ่าวไทย เป็นชุมชนที่มีป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ และความยั่งยืนของชุมชนก็ขึ้นอยู่กับทรัพยากรจากธรรมชาติที่ชุมชนสร้างปฏิสัมพันธ์ ส่วนชุมชนเกาะปันหยีในจังหวัดพังงา มีลักษณะที่คล้ายกับปากน้ำประแส ต่างกันตรงกายภาพที่ชุมชนปันหยีตั้งโดดๆ อยู่กลางห้อมล้อมของทะเล

อาจารย์ยงธนิศร์เล่าต่อว่า ไม่เพียงการทำความเข้าใจกายภาพของความเชื่อมต่อในแต่ละพื้นที่ หากกระบวนการอนุรักษ์โดยอาศัย 'เจ้าบ้าน' หรือผู้คนในชุมชนนั้นๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน คือการทำให้เจ้าบ้านตระหนักถึงคุณค่าของมรดกในพื้นที่ที่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งนี้ 'แผนที่วัฒนธรรม' (Cultural Mapping) คือเครื่องมือหนึ่งในการทำให้ผู้คนเข้าใจถึงคุณค่าอันแตกต่างหลากหลายของในแต่ละพื้นที่



“แผนที่วัฒนธรรมแตกต่างจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ทั่วไปก็ตรงที่แผนที่นี้จะบอกถึงแหล่งทรัพยากรทางวัฒนธรรมของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่านักภูมิศาสตร์ทั่วไปจะมาทำแผนที่นี้ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับคนในชุมชนนั้นๆ เป็นฝ่ายร่วมกันประเมินคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่ตัวเองมี แล้วค่อยมากำหนดจุดลงบนแผนที่ ทั้งแหล่งวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณสถาน วัด บ้านเก่า และที่จับต้องไม่ได้แหล่งความเชื่อ ภูมิปัญญา ประเพณี เป็นต้น” อาจารย์ยงธนิศร์ อธิบาย

อาจารย์ยงธนิศร์มีโอกาสร่วมกับชุมชนในการลงพื้นที่เพื่อทำแผนที่วัฒนธรรมหลายชุมชนด้วยกัน อาทิ หมู่บ้านปากประแสในจังหวัดระยอง ที่ทำให้เขาได้พบอาคารบ้านเรือนแบบพื้นถิ่นที่ปักเสาลงบริเวณปากแม่น้ำรายล้อมด้วยป่าชายเลน รูปแบบชุมชนเก่าแก่ที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งบอกเล่าถึงวิถีของชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นหลายต่อหลายรุ่น และความเชื่อมโยงของผู้คนต่อพื้นที่อื่นๆ

“เมื่อทุกคนในชุมชนทราบว่าพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่มีจุดใดที่มีคุณค่าบ้างแล้ว จึงเป็นการง่ายที่จะออกแบบกระบวนการอนุรักษ์ รวมไปถึงการทำให้คนนอกได้ทราบถึงแหล่งมรดกของพื้นที่ด้วย ซึ่งมีประโยชน์ทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือการวางกรอบการพัฒนาสาธารณูปโภคหรือโครงการใดๆ ก็ตามของภาครัฐและเอกชนโดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม”

คุณค่าที่มองไม่เห็น: การเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับธรรมชาติในระดับจิตสำนึก
การสร้างกระบวนการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากความเข้าใจในด้านกายภาพของพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่การทำความเข้าใจการเชื่อมต่อคุณค่าที่มองไม่เห็น (intangible values) ของผู้คนในพื้นที่ เช่น ความเชื่อ จารีตประเพณี และพิธีกรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า

โดยการเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติที่เห็นได้ชัดในมุมมองนี้ก็คือการที่ผู้คนที่มีวิถีชีวิตพึ่งพิงกับธรรมชาติ ได้สร้างความเชื่อหรือสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างให้กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นได้ทั้งกุศโลบายในการสร้างจิตสำนึกร่วมให้คนในและนอกชุมชนเกรงกลัวและช่วยกันปกปักษ์รักษาธรรมชาติ หรือเป็นการแสดงซึ่งการตระหนักถึงคุณประโยชน์ที่ธรรมชาติ เช่นอย่างใกล้ตัวเราที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ยังปรากฏพิธีกรรมเก่าแก่ที่ยังคงสืบสานมาทุกวันนี้ อย่างประเพณีไหว้ผีอารักษ์ ประเพณีเลี้ยงดงปู่แสะย่าแสะ หรือการที่ชาวบ้านในปัจจุบันนำความเชื่อมาใช้เพื่อป้องกันการรุกล้ำธรรมชาติจากภาครัฐหรือจากภาคธุรกิจ เช่น การบวชป่า (การนำจีวรมาห่มคลุมต้นไม้ใหญ่) ซึ่งเห็นได้ชัดจากแนวต้นยางนาบนถนนสายเชียงใหม่-ลำพูนในอำเภอสารภี เป็นต้น





รัฐบาลยังคงเป็นกุญแจที่ไขสู่ความสำเร็จของการอนุรักษ์เท่าๆ กับการปิดตาย
อาจารย์กล่าวต่อว่าแม้ในชุมชนหรือภาคประชาชนจะตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่เรามีดีแล้ว แต่หากภาครัฐซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมกฎหมายหรือวางนโยบายไม่เข้าใจถึงคุณค่าดังกล่าว กระบวนการอนุรักษ์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“มีหลายชุมชนด้วยกันที่ผู้คนในชุมชนต่างตระหนักในคุณค่าของพื้นที่ที่พวกเขามี แต่น่าเสียดายที่ภาครัฐไม่เคยฟังเสียงพวกเขา หรือฟังแล้วแต่ก็ยังคงดึงดันต่อไป มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติหลายอย่างจึงถูกทำให้หายไปจากการพัฒนาของภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย ฉะนั้นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำให้ทุกคนตระหนักในคุณค่าของการอนุรักษ์ คือการโน้มน้าวหรือทำให้รัฐมองเห็นว่าคุณค่านั้นได้ยังประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร"

อาจารย์มองว่าภาวะสองมาตรฐานคือประเด็นที่เห็นได้ชัดของภาครัฐที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เช่น การที่ภาครัฐเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายไล่รื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำป่าในภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันกับกรณีบ้านพักศาลตุลาการบนพื้นที่เชิงดอยสุเทพ (บ้านป่าแหว่ง) กลับเป็นภาครัฐเสียเองที่ไม่เข้าใจในบริบททางธรรมชาติและความเชื่อของผู้คนในพื้นที่


“นี่คือกระบวนการที่ไม่มีวันจบสิ้น เพราะการอนุรักษ์ต้องอาศัยความร่วมมือและการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างเจ้าของพื้นที่ ชุมชน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ รวมถึงวิถีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม กระบวนการอนุรักษ์จึงไม่มีกรอบหรือเครื่องมือตายตัวที่สามารถนำมาใช้ได้กับทุกกรณี แต่ต้องเป็นการให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดต่อพื้นที่นั้นๆ ด้วยเหตุนี้การทำให้ทุกคนตระหนักในคุณค่าร่วมกัน มองเห็นภาพเดียวกัน ประสานความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและผู้รู้อันหลากหลาย และการกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐและเอกชน น่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มรดกของผู้คนหรือประเทศชาติ ยังคงความยั่งยืนอยู่ได้ต่อไปในอนาคต" อาจารย์ยงธนิศร์ ทิ้งท้าย  

แชร์บทความนี้

CONTACTS


บทเรียนจากเมืองมรดกโลก Bamberg ประเทศเยอรมนี

ชวนเจ้าของบ้านมาเป็นช่าง! กระบวนการอนุรักษ์ที่ถึงเนื้อถึงตัวและเข้าถึงหัวใจของการมีส่วนร่วม

ชวนมองเมืองมรดกโลกของหลวงพระบาง แล้วย้อนกลับมาสำรวจเชียงใหม่