MY HERITAGE

พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา-คอกม้า ป่าหลังบ้านที่ได้รับการรับรองคุณค่าจากยูเนสโกมากว่า 40 ปี

ในขณะที่เชียงใหม่กำลังขับเคลื่อนสู่การเป็นมรดกโลกโดยขีดกรอบไว้ที่พื้นที่สี่เหลี่ยมคูเมืองและอาณาบริเวณโดยรอบ รวมทั้งพื้นที่ป่าฝั่งตะวันตกของเมืองอันเป็นที่ตั้งของดอยสุเทพ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เมื่อ 41 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2520) บางส่วนของพื้นที่ป่าหลังบ้านคนเชียงใหม่เรานี้เอง ยังได้รับการรับรองคุณค่าจากยูเนสโกให้เป็น 'พื้นที่สงวนชีวมณฑล' หรือพื้นที่ที่สงวนไว้ซึ่งความหลากหลายทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่สำคัญ ก่อนที่พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย เสียด้วยซ้ำ

(อุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุยได้รับการประกาศคุ้มครองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2524)



ความที่เป็นพื้นที่ซ้อนทับทั้งของเขตอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทั้งในเชิงกายภาพ และเชิงความหมาย (พื้นที่ที่รวมเอาทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณี และความหลากหลายทางชาติพันธุ์เข้าด้วยกัน) คุณนริศรา ฉัตรวัชรกุล ตัวแทนจากสำนักงานพื้นที่สงวนชีวมณฑล แม่สา-คอกม้า ให้เกียรติคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก มาบอกเล่าถึงความสำคัญของพื้นที่ที่เธอร่วมกับทีมงานดูแลรับผิดชอบ บนเวทีประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) ณ UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา



พื้นที่สงวนชีวมณฑล คืออะไร?
คุณนริศรา เริ่มต้นด้วยการไขความเข้าใจถึงนิยามของพื้นที่สงวนชีวมณฑล คือพื้นที่ทั้งบนบกและชายฝั่งที่ได้รับการยอมรับโดยนานาประเทศ ภายใต้โครงการมนุษย์และชีวมณฑล (Man and Biospherer Programme: MAB) ที่ก่อตั้งโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ. 2514 มีวัตถุประสงค์ให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สงวนความหลากหลายทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นต้นแบบในการจัดการพื้นที่และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับการดำเนินการศึกษาวิจัยด้านนิเวศวิทยาและชีววิทยาต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์และพัฒนาพื้นที่โดยชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและเหมาะสม

“โครงการมนุษย์และชีวมณฑลเกิดขึ้นเพราะยูเนสโกเล็งเห็นว่า ควรใช้องค์ความรู้โดยเฉพาะในทางวิทยาศาสตร์มาปรับปรุงและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากจะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ในเชิงมรดกให้คนรุ่นหลัง พื้นที่สงวนชีวมณฑลจึงคล้ายห้องแล็บสำหรับศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะข้อมูลพื้นฐานทั้งในสภาพธรรมชาติและแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต รวมไปถึงการนำองค์ความรู้ที่วิจัยได้มาเผยแพร่สู่สาธารณะและการพัฒนาพื้นที่ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เช่นนั้นแล้วนี่จึงไม่ใช่พื้นที่ธรรมชาติที่เราจะอนุรักษ์ไว้อย่างเดียวเท่านั้น แต่เราต้องร่วมมือกับคนในพื้นที่ช่วยกันพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ไปพร้อมกันด้วย" คุณนริศรา กล่าว

ในปี พ.ศ.2560 ทั่วโลกมีพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลตามกรอบแนวคิดของยูเนสโก จำนวนทั้งสิ้น 669 แห่ง กระจายอยู่ตัวอยู่ใน 120 ประเทศ โดยประเทศไทยมีด้วยกัน 4 แห่ง ได่แก่ พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช จังหวัดนครราชราชสีมา (ประกาศเมื่อปีพ.ศ.2519), พื้นที่สงวนชีวมณฑล แม่สา-คอกม้า จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ.2520), พื้นที่สงวนชีวมณฑลป่าสักห้วยทาก จังหวัดลำปาง (พ.ศ.2520) และพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง จังหวัดระนอง (พ.ศ.2540)



พื้นที่สงวนชีวมณฑล แม่สา-คอกม้า มีเนื้อที่รวม 358,537.50 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย บางส่วนของอุทยานแห่งชาติออบขาน อุทยานแห่งชาติขุนขาน ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์หรือ core zone พื้นที่บางส่วนของอำเภอเมือง (บางส่วนของตำบลหนองควาย ตำบลแม่เหี้ยะ ตำบลสุเทพ และตำบลช้างเผือก และพื้นที่บางส่วนของอำเภอแม่ริม (ดอนแก้ว-แม่สา-ริมเหนือ-ริมใต้) อำเภอหางดง อำเภอสะเมิง ซึ่งเป็นพื้นที่กันชน หรือ buffer zone โดยมีลุ่มน้ำสำคัญในพื้นที่ได้แก่ ลุ่มน้ำแม่สา ลุ่มน้ำห้วยคอกม้า และลุ่มน้ำสะเมิง





ที่มาของภาพ: http://www.siamensis.org/webboard/topic/359

แหล่งต้นน้ำบนดอยที่หล่อเลี้ยงผู้คนบนที่ราบ
พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา-คอกม้า หาใช่เพียงพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่เป็นบ้านของสัตว์ป่าและผู้คนทั้งคนพื้นเมืองและชาวไทภูเขาหลากชาติพันธุ์กว่า 40,000 ชีวิตเท่านั้น หากหัวใจสำคัญของพื้นที่ฯ ก็เป็นเช่นเดียวกับที่คณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลกและชาวเชียงใหม่แทบทุกคนตระหนักดี นั่นคือการเป็น 'ป่าต้นน้ำ' หรือแหล่งกำเนิดของสายน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงคนเชียงใหม่นับล้านชีวิตในตัวจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงด้วย เช่นนั้นแล้วการอธิบายหน้าที่ที่คุณนริศราและทีมงานกำลังทำอยู่อย่างเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพชัดที่สุด ก็คือการหาแนวทางในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำให้คนรุ่นต่อๆ ไปยังได้มีน้ำใช้อย่างไม่ขาด

“ป่าต้นน้ำทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ คอยดูดซับน้ำฝนไว้ แล้วค่อยๆ ปล่อยให้น้ำไหลออกมาช้าๆ ผ่านลำห้วยน้อยใหญ่ ลงสู่แม่น้ำลำธารให้ชาวเชียงใหม่ได้ใช้สำหรับทำการเกษตร อุปโภค และบริโภค ซึ่่งนี่เป็นหัวใจของความยั่งยืนในวิถีชีวิตที่ดำรงอยู่บนที่ราบเชิงดอยสุเทพมาตั้งแต่โบราณ น้ำที่ไหลจากป่าต้นน้ำนี่แหละที่สร้างวัฒนธรรมที่พวกเรายังคงสืบสานอยู่ในทุกวันนี้ให้เกิดขึ้น"

ทรัฟเฟิล กล้วยไม้ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ความยั่งยืนของและเศรษฐกิจ
สอดรับกับสิ่งที่อาจารย์จุลพร นันทพานิช เคยกล่าวไว้ในทริปพาคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก เดินสำรวจผืนป่าดอยสุเทพ (อ่านเพิ่มเติม http://www.chiangmaiworldheritage.net/detail_show.php?id=166&lang=th) ที่ว่าป่าดอยสุเทพมีความหลากหลายของพืชพันธุ์และสัตว์ป่ามากกว่าเกาะอังกฤษทั้งเกาะ และที่สำคัญคนล้านนาก็ได้อาศัยผืนป่าแห่งนี้เป็นทั้งแหล่งป่าไม้สำหรับนำไปสร้างบ้านแปงเมือง และเป็นแหล่งอาหารที่แสนอุดมสมบูรณ์สืบต่อมาหลายร้อยปี โดยเฉพาะเห็ดที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหาร

กระนั้นน้อยคนจะทราบว่าในพื้นที่สงวนชีวมณฑลฯ แห่งนี้ยังมีการค้นพบ 'เห็ดทรัฟเฟิล' (truffle) 3 ชนิด โดยเป็นชนิดที่เพิ่งมีการค้นพบเป็นครั้งแรกของโลก 2 ชนิด (ทรัฟเฟิลขาวเทพสุคนธ์ - ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2557 และทรัฟเฟิลล้านนา ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2558) ขณะที่อีกชนิดคือทรัฟเฟิลขาวอิตาเลียน (T.magnatum) เห็ดที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และเพิ่งมีการค้นพบครั้งแรกในเอเชียในพื้นที่แห่งนี้ ทั้งนี้การค้นพบทรัฟเฟิลไม่เพียงสะท้อนให้เห็นคุณค่าเชิงนิเวศวิทยาอันหลากหลายและสมบูรณ์ของพื้นที่ หากยังจุดประกายให้คณะทำงานเพาะเลี้ยงฟาร์มทรัฟเฟิล สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาตัดไม้ทำลายป่าไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ในพื้นที่สงวนฯ ยังเป็นที่เพาะพันธุ์กล้วยไม้ฟ้ามุ่ย (Blue Vanda) หนึ่งในกล้วยไม้ที่หายากและได้ชื่อว่างดงามที่สุดของโลก โดยเฉพาะในหมู่บ้านปงไคร้ ตำบลโป่งแยง ซึ่งต่อมามีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชนในชื่อ 'กลุ่มอนุรักษ์กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยท้องถิ่นบ้านปงไคร้' ทำหน้าที่เพาะพันธุ์กล้วยไม้ส่งจำหน่ายสร้างรายได้ และเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน ทั้งยังก่อตั้ง 'โครงการกล้วยไม้ให้ชีวิต' เปิดให้ภาคธุรกิจที่สนใจร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์กล้วยไม้ฟ้ามุ่ย รวมไปถึงร่วมลงทุนกับกองทุนพื้นที่สงวนชีวมณฑลฯ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ในชุมชนผ่านรูปแบบของ Corporate Social Responsibility (CSR) ต่อไป








ภาพกิจกรรมที่สำนักงานพื้นที่ชีวมณฑลฯ ลงพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ชีวมณฑลฯ พร้อมไปกับการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ให้กับเด็กๆ เยาวชนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่รอบพื้นที่ ที่มา https://www.facebook.com/maesakogma.br

“เพราะเนื่องจากเราไม่ใช่พื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียว เราจึงต้องชักชวนให้ชุมชนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยกันดูแลพื้นที่ป่า หาแนวทางจัดการกับขยะในพื้นที่อย่างยั่งยืน รวมไปถึงช่วยกันเป็นหูเป็นตาต่อการรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลตามพื้นที่กันชน เราไม่ได้พยายามผลักดันให้คนในพื้นที่รักในผืนป่าอย่างเดียว แต่เราจำเป็นต้องหาวิธีให้เขาสามารถยังชีพทางเศรษฐกิจได้โดยไม่สร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เรียกว่าทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิตดั้งเดิม และปากท้องของผู้คนในพื้นที่ต้องยั่งยืนไปพร้อมกัน" คุณนริศรากล่าว

และนี่น่าจะเป็นโจทย์ที่สำคัญที่คณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก ต้องหาแนวทางจัดการในภาพใหญ่อย่างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ทับซ้อนอยู่ในพื้นที่สงวนชีวมณฑลฯ ​แห่งนี้ด้วยเช่นกั

หมายเหตุ: สำนักงานพื้นที่สงวนชีวมณฑล แม่สา-คอกม้า ได้รับการจัดตั้งสำนักงานอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2559 และเริ่มดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังผ่าน www.maesa-kogma.org ภาพประกอบทั้งหมดมาจาก https://www.facebook.com/maesakogma.br

 

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 2: เจดีย์ทรงปราสาท

ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 1: เจดีย์ทรงระฆัง

โขง ความสง่างามแห่งล้านนาที่พบได้ตั้งแต่หน้าประตูวัด