MY HERITAGE

ไม่ใช่เพียงโบราณสถาน หากหัวใจของการอนุรักษ์คือพวกเราทุกคน

เสียงของผู้คนในพื้นที่มีคุณค่าและความสำคัญเทียบเท่ากับแหล่งมรดกของพื้นที่นั้นๆ หากไม่มีการรับฟังเสียงของพวกเขา การจะอนุรักษ์หรือพัฒนาแหล่งมรดกใดๆ ก็จะไม่มีทางประสบผลสำเร็จ” 
เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ กล่าวในการประชุม Fifth World Parks Congress ในปี ค.ศ.2003


ตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ในปี ค.ศ.1945 ก่อนจะมีเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ ในรูปแบบของการประกาศให้พื้นที่นั้นๆ เป็นแหล่งมรดกโลก (World Heritage) ในปี ค.ศ.1972 ซึ่งใช่ว่าเครื่องมือดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนสมบูรณ์แบบ หากในทางกลับกัน ยังต้องผ่านกระบวนการทดลองและความเข้าใจที่มีทั้งผิดและถูกหลายต่อหลายครั้ง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านอันลื่นไหลและรวดเร็วของยุคสมัย

ในวันเปิดงานการประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) ณ UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2561 โดยคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่เป็นมรดกโลก ได้รับเกียรติจากคุณสิริกิติยา เจนเซน ที่ปรึกษาของคณะทำงานฯ กล่าวเปิดการประชุม

คุณสิริกิติยา ได้เน้นย้ำถึงการทำงานเป็นทีมโดยการผสานสหวิทยาการร่วมกัน เพื่อสร้างกระบวนการจัดการแหล่งมรดกที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ที่เป็นแหล่งมรดกผสมผสานระหว่างธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม รวมไปถึงคุณค่าที่จับต้องได้ (tangible) และคุณค่าที่เป็นนามธรรม (intangible)



“ถึงแม้ว่าคณะทำงานต่างตระหนักได้ว่าแหล่งมรดกนี้คือพื้นที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่เดียว แต่ด้วยความที่เราในฐานะนักวิชาการต่างมีองค์ความรู้ พื้นฐานการวิจัย และกรอบการมองที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ซึ่งแยกระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเน้นย้ำให้เกิดการประสานความร่วมมือเข้าด้วยกัน เพื่อกระบวนการจัดการที่ยั่งยืนทั้งต่อธรรมชาติและคุณค่าทางวัฒนธรรม” คุณสิริกิติยา กล่าว

ในการประชุมวิชาการประจำปีนี้ คณะทำงานเชียงใหม่มรดกโลกได้เชื้อเชิญนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักอนุรักษ์ และสถาปนิกผังเมืองจากทั้งในภูมิภาคเอเชีย ออสเตรเลีย และยุโรป โดยหนึ่งในนั้นคือ Dr. Gamini Wijesuriya รองประธาน ICOMOS (สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ) ภาคพื้นเอเชียใต้ ที่ให้เกียรติปฐกถาเปิดในหัวข้อ ‘พัฒนาการของการอนุรักษ์วัฒนธรรมและธรรมชาติโดยมีผู้คนเป็นหัวใจสำคัญ’ โดยดร.กามินี ไล่เรียงเรื่องราวเบื้องหลังนับตั้งแต่ที่แวดวงนักอนุรักษ์และนักวิชาการยังมองว่า ‘ธรรมชาติ’ และ ‘วัฒนธรรม’ เป็นสองสิ่งที่แยกขาดจากกันเป็นเอกเทศ และ ‘ผู้คน’ โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในชุมชนในบริเวณแหล่งมรดกโลก ยังเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของพื้นที่ หาใช่แรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาและอนุรักษ์



“ก็ในเมื่อมนุษย์เราสร้างวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นก็เพราะมนุษย์ การอนุรักษ์ที่ไม่ได้พิจารณาให้ผู้คนเป็นศูนย์กลาง หรือไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของผู้คนในวัฒนธรรมนั้นๆ จะมีประโยชน์อันใด” ดร.กามินี กล่าว

ในตำราการอนุรักษ์โบราณสถานฉบับแรกๆ ที่มีการค้นพบในโลกที่ประเทศอินเดียซึ่งเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 9 ไม่เพียงระบุถึงความยิ่งใหญ่และงดงามของปราสาท พระราชวัง และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ หากยังให้ความสำคัญในกระบวนการสร้างสรรค์ ทักษะของช่างฝีมือ รวมไปถึงผู้คนที่อยู่ในพื้นที่โดยรอบผู้มีหน้าที่ในการบูรณะสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ให้ยังคงสง่างามผ่านกาลเวลาอย่างต่อเนื่อง กระนั้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บทบาทของผู้คนดูเหมือนจะถูกความยิ่งใหญ่และเก่าแก่ของทั้งโบราณสถานและแหล่งธรรมชาติกลบความสำคัญลงไป หรือเป็นการให้ความสำคัญไปยังเหล่านักวิชาการหรือนักอนุรักษ์มากกว่าผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในพื้นที่ มิพักกล่าวถึงการมองมรดกทางวัฒนธรรมแยกขาดจากพื้นที่ทางธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง นั่นทำให้ช่วงที่มีการประกาศแหล่งมรดกโลกในยุคต้น พื้นที่ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ของผู้คนเชื่อมโยงไปกับสถานที่และแหล่งธรรมชาติจึงถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

“กฎบัตรเวนิส (The Venice Charter) ที่ร่างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1964 เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด กฎบัตรเวนิสมีสาระสำคัญเกี่ยวกับนิยามของโบราณสถานและบริบทโดยรอบในฐานะมรดกของส่วนกลาง และกระบวนการอนุรักษ์ที่เน้นเรื่องการพิสูจน์ความจริงแท้ดั้งเดิม ซึ่งเป็นมาตรฐานของการอนุรักษ์แบบตะวันตก เป็นการนิยามที่ค่อนข้างห่างไกลจากโลกตะวันออกที่ซึ่งโบราณสถานเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนา รวมไปถึงเงื่อนไขของการคุกคามโบราณสถานและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน” ดร.กามินี กล่าว



ช่องว่างของกฎบัตรเวนิสที่วางมาตรการโดยพิจารณาจากสถานการณ์และเงื่อนไขของการอนุรักษ์แหล่งมรดกในแถบยุโรป ก่อให้เกิดการร่างกฎบัตรอื่นๆ ที่ครอบคลุมแหล่งมรดกในบริบทพื้นที่อื่นๆ ในช่วงทศวรรษ 1994-2004 เช่น กฎบัตรเบอร์รา (Burra Charter) และเอกสารนาราว่าด้วยความจริงแท้ดั้งเดิม (Nara Document on Authenticity) เป็นต้น ซึ่งข้อหลังยังเป็นกฎบัตรที่สอดรับกับภูมิภาคเอเชียที่มีปัจจัยการทำลายมรดกทางวัฒนธรรม อันเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของประชากรมากกว่าภูมิภาคอื่น

“เอกสารนาราว่าด้วยจริงแท้ดั้งเดิม ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกได้ตระหนักว่าการพิจารณาคุณค่าและความจริงแท้ของแหล่งมรดกคือการพิจารณาถึงความเชื่อมโยงของสถานที่กับบริบทสังคมและเศรษฐกิจ หรือวิถีชีวิตของผู้คนภายในและโดยรอบแหล่งมรดกไปด้วย หาใช่การพิจารณาเพียงสถานที่หรือสิ่งปลูกสร้างเพียงลำพัง” ดร.กามินี ย้ำ

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองการอนุรักษ์จากสิ่งปลูกสร้างมาอยู่ที่ผู้คน คือแนวทางการศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรมมรดกโลก (World Heritage Cultural Landscapes) ที่เน้นการพิจารณาคุณค่าจาก 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ผู้คน, สิ่งแวดล้อม และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและสิ่งแวดล้อมในระยะเวลาที่ล่วงผ่าน เครื่องมืออื่นๆ ยังรวมถึง Living Heritage Sites Programme of ICCROM (2004-2008) ที่พิจารณาวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่เป็น 'มรดกที่มีชีวิต' รวมไปถึงข้อแนะนำเกี่ยวกับภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ที่ออกโดยยูเนสโก (Historic Urban Landscapes Recommendations) ในปี 2011 อันเป็นเครื่องมือบูรณาการนโยบายเข้ากับการปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้การพัฒนาเมืองเคารพในคุณค่าของมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์

ทั้งนี้แนวคิดเบื้องหลังของเครื่องมือหรือวิธีการมองการอนุรักษ์ที่กล่าวมา ก็ล้วนมีใจความสำคัญที่สอดคล้องไปกับสิ่งที่ เนลสัน แมนเดลา กล่าวไว้ในเวทีการประชุมFifth World Parks Congress ในปี 2004 ที่อ้างอิงไว้ตอนต้น โดยเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองของการอนุรักษ์แหล่งมรดก โดยเฉพาะหลังปี 2014 เป็นต้นมา ที่โลกเราประสบกับภาวะโลกร้อนและเราต่างเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน



“กระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไปนี้ ยังมีผลต่อการมองแหล่งมรดกโลกในเชิงรูปธรรม เช่นจากเดิมที่เรานำเสนอแหล่งมรดกโลกเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวของคนทั่วโลก หากเราเริ่มมองเห็นแล้วว่า แหล่งมรดกโลกเองยังเป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและองค์ความรู้ ทั้งการจัดการและการอนุรักษ์ โดยความรับผิดชอบของผู้คนที่อาศัยและผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญ นักอนุรักษ์ หรือนักวิชาการ แต่หมายถึงผู้คนทุกภาคส่วนในสังคมที่มีบทบาทสำคัญทั้งต่อการอนุรักษ์หรือการทำลายแหล่งมรดกนั้นๆ...


เช่นนั้นแล้ว อำนาจของการอนุรักษ์หรือการทำลายจึงไม่ได้สำคัญอยู่ที่นโยบายหรือระเบียบราชการใดๆ แต่เป็นพวกเราทุกคนนี่แหละที่จะกำหนดทิศทางของแหล่งมรดกที่เราอาศัยอยู่ต่อไปอย่างไรในอนาคต” ดร.กามินี กล่าวสรุป

_____________________________


เกี่ยวกับกฎบัตรเวนิช (Venice Charter)
Venice Charter ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์สมัยใหม่ ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดการอนุรักษ์จากเดิมที่อนุรักษ์เพื่อประโยชน์ของรัฐใดรัฐหนึ่ง มาเป็นอนุรักษ์โบราณสถานในฐานะเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติ แนวคิดดังกล่าวเกิดจากภาคพื้นยุโรปก่อน มาจากผลพวงของสงครามโลกที่ทำให้สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ถูกทำลายลงไป ผู้คนจึงเกิดความตระหนักถึงคุณค่าที่ไม่อาจทดแทนได้ของทรัพย์สมบัติเหล่านี้ Venice Charter ได้รับการประกาศใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยได้รับการปรับปรุงจากกฎบัตรเอเธนส์ ซึ่งเป็นกฎบัตรที่เกิดจาการประชุมเพื่อรวบรวมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์โบราณสถานสถาปัตยกรรม ว่าด้วยการบูรณะฟื้นฟูโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในยุคก่อนหน้า มีรากฐานมาจากแนวคิดการอนุรักษ์ของประเทศอิตาลี และมีการแสดงให้เห็นความแตกต่างของคำว่า Conservation และ Restoration อย่างชัดเจน นำมาสู่การเป็นหลักการและข้อปฏิบัติที่มีความเป็นสากลในเวลาต่อมา

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 2: เจดีย์ทรงปราสาท

ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 1: เจดีย์ทรงระฆัง

โขง ความสง่างามแห่งล้านนาที่พบได้ตั้งแต่หน้าประตูวัด