MY HERITAGE

แม่เจ้าทิพเกสร สตรีผู้เปี่ยมด้วยความเด็ดขาดแห่งล้านนา


“….ท่านเป็นชายาองค์เดียวของเจ้าหลวงอินทนนท์ ผู้ครองนครองค์ใหม่โดยกำเนิด ทั้งยังเป็นผู้มีปฏิภาณเฉียบแหลมและตั้งใจมั่นคง ซึ่งเป็นเหตุให้พระสวามีของท่าน หลีกเลี่ยงความบกพร่องและความผิดพลาดได้เป็นอันมาก ซึ่งมิฉะนั้นเจ้าหลวงอาจจะทำความบกพร่องเหล่านั้นได้ง่ายๆ ทั้งเจ้าหลวงและเจ้าหญิงต่างก็เป็นผู้ที่มีใจซื่อสัตย์สุจริตต่ออุดมคติของตนเสมอ เนื่องด้วยเจ้าหลวงมีพระทัยประกอบด้วยความเมตตาเช่นนี้ จึงเป็นเหตุดึงดูดให้มีผู้พึ่งบารมีเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏในประวัติเจ้าหลวงองค์อื่นๆ ในแผ่นดิน...”

ดร.ดาเนียล แมคกิลวารี หัวหน้าคณะมิชชันนารีชาวอเมริกัน ที่เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาในเชียงใหม่ บันทึกข้อความถึงแม่เจ้าทิพเกสร หลังจากได้เข้าพบและสนทนากัน

หากจะกล่าวถึงขัตติยานีศรีล้านนา หรือสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในแง่มุมต่างๆ ของล้านนา หลายคนคงจะนึกถึงใครเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นทั้งผู้ฟื้นฟูและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมล้านนา รวมถึงมีบทบาทต่อการรวมเชียงใหม่เข้าสู่สยามประเทศในหน้าประวัติศาสตร์ กระนั้นอีกหนึ่งสตรีที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน แม้จะได้รับการกล่าวถึงน้อยกว่า นั่นก็คือพระราชมารดาของเจ้าดารารัศมีเอง นั่นคือ แม่เจ้าทิพเกสร (หรือ เทพไกสร) ที่เป็นสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการเมืองและความมั่นคงของอาณาจักรล้านนาในยุคหนึ่งอย่างน่าสนใจ


พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 พระราชบิดาของแม่เจ้าทิพเกสร

แม่เจ้าทิพเกสร เป็นธิดาองค์ใหญ่ของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ และแม่เจ้าอุสาห์ โดยมีพระกนิษฐา (น้องสาว) คือเจ้าอุบลวรรณา พระองค์ทรงเป็นหลานปู่ของพระเจ้ากาวิละ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 1 ขณะที่พระบิดา ผู้เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 ก็เป็นที่ลือชื่อในฐานะนักปกครองผู้มีนิสัยเด็ดขาดเป็นที่เคารพยำเกรงในหมู่ข้าราชบริพาร ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่สืบทอดโดยตรงมายังแม่เจ้าทิพเกสร รวมไปถึงความเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบและปฏิภาณเป็นเลิศ

แม่เจ้าทิพเกสรทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าอินทนนท์ ที่ต่อมาทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 โดยแม่เจ้าทรงมีบทบาทอย่างมากในการเมืองการปกครองในสมัยนั้น พระองค์ยังทรงเคยตามเสด็จพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ลงไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ อยู่หลายครั้ง ทั้งยังเป็นผู้เฉลียวฉลาดจนสามารถว่าราชการบ้านเมืองแทนพระสวามีได้เป็นอย่างดี  


พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 

ดร.ดาเนียล แมคกิลวารี ยังเคยเขียนถึงความทรงจำที่เขาได้เคยสนทนากับเจ้าแม่ทิพเกสรไว้อีก ดังนี้ “…ในการสนทนาระหว่างข้าพเจ้ากับเจ้าหญิงนั้น เรามักจะวกมาถึงเรื่องศาสนาตลอดเวลา แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเจ้าหญิงมีความประสงค์จะเอาชนะในการโต้ตอบเรื่องศาสนานี้มากกว่าที่จะค้นเอาความจริง เธอมีไหวพริบเหมือนหมอความ คอยจับคำพูดที่หละหลวม และด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลม ทำให้เธอเป็นนักโต้คารมที่มีอารมณ์ครื้นเครง...”

เมื่อครั้งที่เกิดขบถพญาผาบ (หรือพระยาปราบสงคราม) จากความไม่พอใจเรื่องการถูกเก็บภาษีอากรของกรุงเทพฯ มีผู้บันทึกไว้ว่า ฝ่ายพญาผาบมีหนังสือมาทูลต่อเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เพื่อเชิญให้เสด็จไปประทับบนดอยสุเทพ พญาผาบจะขอทำร้ายคนไทยใต้ (คนกรุงเทพฯ) และคนจีนเท่านั้น ไม่ประสงค์ทำร้ายคนเชียงใหม่ แม่เจ้าทิพเกสรทราบเรื่องมาก่อน และแสดงความไม่เห็นด้วยกับความพยายามขบถครั้งนี้ พร้อมกับสั่งให้จับตัวพญาผาบมาประหารชีวิตเสีย พวกพญาผาบได้ทราบข่าว จึงเกรงกลัว และไม่กล้าก่อเหตุร้ายแรง ก่อนจะแตกหนีไป และอีกกรณีที่แม่เจ้าทิพเกสรได้บัญชาให้ประหารชีวิตพระญาติ ณ ลำพูน ที่กระทำการอุกอาจแทงช้างพระที่นั่งพระสวามีของพระองค์ด้วยความคะนอง

กล่าวถึงเรื่องการประหารชีวิต ยังมีเรื่องเล่าขานต่อๆ กันมาว่าเมื่อแม่เจ้าสั่งประหารชีวิตหรือสั่งให้มีการลงโทษผู้ใด แม่เจ้าจะติดตามไปดูการประหารชีวิตหรือการลงโทษนั้นด้วยตาตัวเองทุกเมื่อ หากก็ใช่ว่าแม่เจ้าจะเป็นผู้มีความเข้มแข็งเด็ดขาดในด้านการเมืองการปกครองอย่างเดียว ในแง่มุมของศิลปวัฒนธรรม แม่เจ้าก็ถือเป็นผู้ฟื้นฟูและประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมในเชียงใหม่อย่างมาก เนื่องจากการที่ท่านได้ตามเสด็จพระสวามีลงไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่บ่อยครั้ง จึงได้เห็นและสนใจในระเบียบแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติในพระราชวังกรุงเทพฯ ก่อนจะนำมาประยุกต์และนำมาเป็นแบบอย่างในการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ อาทิ การฟ้อนรำ และการดนตรี ทั้งยังได้จ้างครูละครฟ้อนรำและครูดนตรีไทยจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาถ่ายทอดความรู้แก่เจ้านายบุตรหลานในเชียงใหม่ การละครฟ้อนรำและเครื่องสายจึงเริ่มมีขึ้นในคุ้มของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เป็นแห่งแรก

แม่เจ้าทิพเกสร มีธิดาสององค์คือ เจ้าจันทรโสภา และเจ้าดารารัศมี แม่เจ้าทรงสิ้นชีพิตักษัยใน พ.ศ. 2427 สิริรวมอายุได้ 43 ปี ในขณะนั้นเจ้าดารารัศมี มีชันษาเพียง 11 ปี โดยอีก 2 ปีต่อมา เจ้าดารารัศมีก็ได้เข้าเฝ้ารับราชการฝ่ายในที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2429

ข้อมูลอ้างอิง: เรียบเรียงมาจาก หนังสือเจ้าหลวงเชียงใหม่, วงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่
  

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 2: เจดีย์ทรงปราสาท

ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 1: เจดีย์ทรงระฆัง

โขง ความสง่างามแห่งล้านนาที่พบได้ตั้งแต่หน้าประตูวัด