MY HERITAGE

พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เมื่อศาสนาผสานการเมืองอย่างละมุนละม่อม

แม้จะมีหลายคนยืนยันมาตลอดว่า ‘การเมือง’ กับ ‘ศาสนา’ เป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง กระนั้นหากสังเกตถึงห้วงเวลาหลายห้วงในประวัติศาสตร์รอบโลกที่ผ่านมา ก็ช่วยยืนยันว่าเราแทบไม่มีทางแยกการเมืองออกจากศาสนาได้ไม่ว่าจะมองผ่านมุมใด

ประเด็นโรงฮิงญาในเมียนมาร์ที่กำลังร้อนแรงอยู่ตอนนี้ก็เกิดขึ้นจากความแตกต่างทางศาสนา หรือการเกิดขึ้นของประเทศบังคลาเทศและปากีสถานที่แยกตัวมาจากอินเดียซึ่งดูเหมือนจะเกิดจากการจัดสรรโดยอาณานิคมของอังกฤษ ก็มีเบื้องหลังมาจากความต่างทางศาสนาของผู้คนต่างพื้นที่ ยังมีความรุนแรงอีกมากมายรอบโลกที่เกิดขึ้นจากความเชื่ออันเป็นเรื่องน่าเศร้า กระทั่งในเชียงใหม่เองแม้จะไม่มีความขัดแย้งถึงขั้นนองเลือด กระนั้นความแตกต่างทางนิกายของพุทธศาสนาดังที่มีอย่างเห็นได้ชัดจากนิกายป่าแดงและนิกายสวนดอกก็เกิดการกระทบกระทั่งกันเรื่อยมานับศตวรรษจนถึงการรวมเชียงใหม่เข้ากับสยามในช่วงรัชกาลที่ 5 ความขัดแย้งดังกล่าวจึงมอดไป และผันมาเป็นความขัดแย้งใหม่ระหว่างล้านนากับสยามแทน

หากสังเกตดีๆ เราจะพบว่ายังมีโบราณสถานหลายแห่งทั่วเมืองที่เป็นหลักฐานของความเกี่ยวพันระหว่างการเมืองและศาสนาในล้านนา กระนั้นหนึ่งในหลักฐานที่ผู้เขียนคิดว่ามีการผสมผสานของสองเรื่องที่ว่าอย่างละมุนละม่อมและงดงามที่สุดเห็นจะเป็นประเพณีการสักการบูชา ‘พระสัพพัญญูเจ้า’ พระประธานในวิหารของวัดเชียงยืน ซึ่งมีการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ที่ล้านนารวมเข้ากับสยาม



พระสัพพัญญูเจ้าเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ศิลปะเชียงแสน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นพระประธานของวัดเชียงยืน ซึ่งตั้งขึ้นอยู่ติดกับคูเมืองด้านนอก ใกล้กับแจ่งศรีภูมิ วัดเชียงยืนเป็นพระอารามหลวงมีฐานะเป็นเดชเมืองเชียงใหม่ ตามคัมภีร์มหาทักษาที่ว่าการสร้างเมืองเชียงใหม่นั้นจะสร้างขึ้นในลักษณะการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับชัยภูมิและความเชื่อทางโหราศาสตร์ ประกอบตามทิศทั้งแปดของแผนภูมินครฯ โดยเปรียบเมืองเชียงใหม่เป็นมนุษย์ กล่าวคือมีส่วนศีรษะ ลำตัว และขา ทำเลทางทิศอุดร (ทิศเหนือ) ของวัดเชียงยืนจึงเปรียบเหมือนศีรษะของเมืองเชียงใหม่

ความที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกำแพงเมือง และใกล้กับประตูช้างเผือก ทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์ล้านนาเข้าและออกจากประตูเมืองเพื่อไปทำศึกสงครามหรือว่าราชการนอกกำแพงเมือง จะมีการทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมืองที่วัดเชียงยืนทุกครั้ง เพื่อให้เกิดสิริมงคลในความยั่งยืน (ดังชื่ออันเป็นมงคลของวัด) ในอันที่จะบันดาลให้พ้นจากภัยพิบัติ อุปสรรคที่มาขัดขวางความเจริญ รวมทั้งการสร้างความมั่นใจอันที่จะประกอบกิจที่สำคัญในลุล่วงสำเร็จด้วยดี ในทางกลับกันเมื่อมีพระมหากษัตริย์หรือเจ้าเมืองจากแว่นแคว้นอื่นๆ เข้ามาในกำแพงเมืองล้านนาก็จะต้องมีการสักการะพระสัพพัญญูเจ้าก่อนเข้าเมืองทุกครั้งไป โดยจารีตนี้มีการสืบต่อกันมาหลายศตวรรษ แม้ช่วงหนึ่งล้านนาจะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ากว่าสองร้อยปี กระนั้นหลังจากมีการฟื้นม่านโดยพระเจ้ากาวิละ ก็มีการรื้อฟื้นจารีตนี้มาปฏิบัติต่อ

กระทั่งล้านนาผนวกรวมเข้ากับอาณาจักรสยามซึ่งตลอดมาก็มีความขัดแย้งในเชิงแข็งเมืองอยู่กลายๆ กระนั้นข้าหลวงหรือข้าราชการต่างถิ่นจากรัตนโกสินทร์ทุกคนที่เข้ามาทำงานในเชียงใหม่ ก็จำเป็นต้องไปสักการะพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมืองก่อนเข้าประตูเมืองทุกคน สิ่งนี้ถือเป็น ‘วิธีการ’ หรือ เครื่องมือทางการเมือง’ เครื่องมือหนึ่งที่คนล้านนาประยุกต์จารีตดั้งเดิมเพื่อ ‘ครอบ’ คนต่างถิ่น (โดยเฉพาะคนจากเมืองหลวง) ให้มีความเข้าใจในวิถีล้านนาในระดับหนึ่งอย่างละมุนละม่อมและประนีประนอม







แม้ปัจจุบันเมื่อเชียงใหม่มีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยโดยสมบูรณ์ จารีตในการสักการะพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมืองในหมู่ข้าหลวงต่างถิ่นจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว กระนั้นวัดเชียงยืนก็ยังถือเป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ และเป็นที่สักการบูชาของชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวเสมอ โดยเฉพาะชาวชุมชนโดยรอบที่เป็นศรัทธาวัด ได้แก่ ชุมชนเชียงยืน ชุมชนอุ่นอารีย์ ชุมชนป่าเป้า และชุมชนสามัคคีพัฒนา ที่มีความผูกพันกับวัดอย่างแน่นแฟ้น ทั้งยังมีงานประจำปีคือประเพณีการสรงน้ำพระบรมธาตุวัดเชียงยืนในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งจัดเป็นลำดับถัดมาจากวัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของอาณาจักรล้านนาเสมอ  

แชร์บทความนี้

Add Line ID

พระพุทธบาทประดับมุก วัดพระสิงห์ อีกหนึ่งมรดกล้ำค่าของล้านนา

ชวนไปดูนิทรรศการจิตรกรรมฝาผนังระดับมาสเตอร์พีซของล้านนา

ประกาศผลการประกวด Mascot ฟานเผือก