THE MASTER

ทบทวนสังคมล้านนาร่วมสมัยกับบทเพลงของจรัล มโนเพ็ชร

ไม่มีศิลปินและนักร้องร่วมสมัยแห่งล้านนาคนใดจะโดดเด่น ได้รับความนิยม และประสบความสำเร็จมากไปกว่า จรัล มโนเพ็ชร แม้ศิลปินชาวเชียงใหม่ท่านนี้จะมีเวลาสร้างสรรค์บทเพลงเพียงสองทศวรรษ และจากเราไปอย่างน่าเศร้าจากโรคหัวใจล้มเหลวในปี พ.ศ.2544 ด้วยวัยเพียง 50 ปีก็ตาม

การผสมผสานดนตรีโฟล์คสากลในยุค 60s-70s อย่าง Bob Dylan, John Denver, Peter Paul and Mary หรือ Simon & Garfunkel กับมุมมอง บรรยากาศ และเสียงเล่าเรื่องแบบคนพื้นเมืองในภาคเหนือ คือเสน่ห์ที่สำคัญในผลงานของจรัล มโนเพ็ชร และถึงแม้ในงานยุคแรกที่จรัลทำออกมาในช่วงทศวรรษ 2520 เขาจะถูกค่อนขอดจากบรรดาครูเพลงพื้นเมืองจากการที่จรัลเลือกใช้กีตาร์และแมนโดลินมาแทนเสียงซึง กระนั้นด้วยรูปแบบดังกล่าวเพลงโฟล์คซองคำเมืองของจรัลก็กลับได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นอย่างล้นหลามและเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้

นับตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก ‘โฟล์คซองคำเมือง’ ที่ออกมาในปี พ.ศ. 2520 ผลงานของจรัลก็ได้ออกสู่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอตลอด 25 ปี โดยมีอัลบั้มมากถึง 20 อัลบั้ม รวมบทเพลงกว่า 200 เพลง โดยที่ส่วนใหญ่เขาจะเป็นผู้ประพันธ์คำร้อง ทำนอง ตลอดจนเล่นดนตรีประกอบและขับร้องเอง เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของจรัลเน้นการพรรณนาทางอารมณ์ รวมทั้งการเล่าถึงสภาพบ้านเมืองและธรรมชาติ (อาทิ เพลง ‘ล่องแม่ปิง’ และ ‘เพลงบ้านบนดอย’) ทั้งยังมีการเล่าเรื่องของบุคคลพื้นถิ่น อาทิ เพลง ‘มะเมียะ’ และ ‘เพลงอุ๊ยคำ’ และมีไม่น้อยที่จรัลเขียนเพลงสะท้อนสังคม วัฒนธรรม (‘ของกิ๋นคนเมือง’) และการให้กำลังใจแก่ผู้ฟัง เช่น เพลง ‘รางวัลแด่คนช่างฝัน’ ซึ่งเป็นอีกเพลงที่ได้รับความนิยมระดับประเทศ 



‘ล่องแม่ปิง’ การพรรณนาธรรมชาติเปรียบกับวัฒนธรรมของผู้คน
เพลงล่องแม่ปิงเป็นตัวอย่างของบทเพลงประเภทพรรณนาสภาพบ้านเมืองและธรรมชาติพร้อมไปกับการเปรียบเทียบความงามดังกล่าวกับความงามของผู้หญิงเชียงใหม่ได้อย่างคมคายและตรึงอารมณ์

ดอกบัวตองนั้นบานอยู่บนยอดดอย
ดอกเอื้องสามปอยบ่เคยเบ่งบานบนลานพื้นดิน
และ

ต้องฮักศักดิ์ศรีของกุลสตรีแม่ญ่าแม่หญิง
เยือกเย็นสดใสเหมือนน้ำแม่ปิง

เห็นได้ว่าในด้านของการแสดงออกนั้น จรัลได้นำเสนอความนึกคิดและจินตนาการที่ดีงาม คือการเตือนผู้หญิงที่ถือกำเนิดในภูมิภาคนี้ให้ภาคภูมิใจกับความเป็นชาวเหนือ และเน้นว่าผู้หญิงควรจะมีความงามที่คู่กับความดี ด้านท่วงทำนอง ผู้แต่งใช้กลวิธีสอดแทรกภาษาพื้นเมือง สร้างบรรยากาศให้กลมกลืนกับเนื้อหาโดยใช้คำง่ายๆ สะท้อนทัศนียภาพออกมาชัดเจน และอ่อนหวานดุจเดียวกับแม่หญิงคนเมืองผู้งามสง่า กลายเป็นภาพจำอันสวยงามของคนทั่วไปที่มีต่อหญิงสาวชาวเหนือในยุคนั้น และในทางเดียวกันยังเป็นเพลงที่บรรยายความงดงามของแม่น้ำปิงและเมืองเชียงใหม่ในยุคที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ (ดอกไม้ที่บานสะพรั่งและความสดใสของแม่น้ำปิง) เมื่อราว 30 ปีก่อนได้อย่างที่ปัจจุบันเราไม่อาจพบทัศนียภาพดังกล่าวได้อีกแล้ว  

‘อุ๊ยคำ’ การสู้ชีวิตของหญิงชราในสังคมชนบท
อุ๊ยคำเคยบอก       เล่าความเป็นมา    ลูกผัวก่อนหน้านั้นอยู่ตวยกัน
แล้วมาวันหนึ่ง      ผัวแกก็พลัน           มาตายละกันเหลือเพียงลูกสาว
แต่แล้วแหมบ่เมิน มีเรื่องอื้อฉาว         ลูกสาวหนีตวยป้อจาย
อุ๊ยคำเลยอยู่       คนเดียวเปลี่ยวดาย ตุ๊กใจตุ๊กก๋ายปี้น้องบ่มี


จากแม่หญิงสดสวย จรัลพาเราไปรู้จัก ‘อุ๊ยคำ’ หญิงชราชาวเหนือผู้หนึ่งที่ไร้ญาติและอยู่ในสังคมชนบทที่ค่อนข้างลำบาก เพลงอุ๊ยคำจัดเป็นเพลงที่มีความงดงามด้านวรรณศิลป์มากที่สุดเพลงหนึ่งของ จรัล มโนเพ็ชร จุดเด่นอย่างยิ่งของบทเพลงนี้คือความสะเทือนอารมณ์อย่างลึกซึ้งด้วยเนื้อหาที่พรรณนาชีวิตที่แสนเศร้าของหญิงชราที่ขาดลูกหลานจะพึ่งพาอาศัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นมากนักในสังคมไทยที่เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการกตัญญูกตเวทีและสังคมที่ลูกหลานกลับมาดูแลผู้สูงอายุ

นอกจากความสะเทือนอารมณ์ จรัลยังมีกลวิธีการใช้ภาษาที่ไพเราะ มีรสเร้าอารมณ์ และโน้มนำจินตนาการของผู้ฟังให้โศกสลดไปกับชะตากรรมของอุ๊ยคำ ด้วยการให้ภาพของอุ๊ยคำว่าเป็นหญิงชราที่ ‘ท่าทางใจดี’ ทั้งมีสังขารทรุดโทรมด้วยวัย (‘ตาก็ฝ้าก็ฟาง หลังก็งุ้มก็ก่อง’) ในขณะที่ต้องประกอบภารกิจประจำวันของนางเพื่อการยังชีพ คือ เกี่ยวผักบุ้งกลางหนองจนถึงเวลาค่ำ และในตอนท้ายของบทเพลง จรัลยังได้สร้างบรรยากาศและภาพของความมัวมนหม่นเศร้าด้วยถ้อยคำที่พรรณนาว่า ‘ฟ้ามืดมัวหม่น เมฆฝนครึ้มดำ’ โดยเสียงของคำซึ่งไพเราะน่าฟังและมีความหมายลึกซึ้งทั้งที่เป็นความหมายตรงไปตรงมา คือเป็นฉากธรรมชาติยามเย็นที่มืดมัวด้วยเมฆฝนจนดูซึมเศร้าหดหู่ และความหมายเชิงอุปมากับชีวิตที่ดูมืดมนเศร้าหมองของหญิงชรา เช่นเดียวกับการใช้คำเล่นเสียง ‘หมู่ผักบุ้งยอดซมเซาซบบ่ไหว’ (ความเหี่ยวเฉาของยอดผักบุ้ง) ไปอุปมากับความอ่อนล้าของอุ๊ยคำ (‘เป็นจะใดไปแล้วอุ๊ยคำ’) ก่อนที่จรัลจะจบชีวิตของอุ๊ยคำในบทเพลงด้วยท่อน ‘เสียงพระอ่านธรรม ขออุ๊ยคำไปดี’ และย้ำชื่อของเธอเพื่อสะท้อนอารมณ์อันเศร้าตรมอย่างเปี่ยมไปด้วยวรรณศิลป์และความรู้สึก 

‘สาวมอเตอร์ไซค์’ วัตถุนิยมของคนยุค 2520
เพลง ‘สาวมอเตอร์ไซค์’ อยู่ในอัลบั้ม ‘โฟล์คซองคำเมือง’ ที่ออกอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2522 เป็นอีกเพลงที่ไม่เพียงสร้างชื่อให้กับจรัล หากยังเป็นเพลงที่บันทึกสภาพสังคมในยุคต้น พ.ศ. 2520 ได้อย่างเฉียบคมผ่านการเข้ามาของ ‘รถมอเตอร์ไซค์’

อ้ายคนจนจำต้องทนปั่นรถถีบ จะไปจีบอีน้องคนงาม
พอไปถึงอ้ายก็ฟ่างเอิ้นถาม พอไปถึงอ้ายก็ฟ่างเอิ้นถาม
อีน้องคนงามกิ๋นข้าวแลงแล้วกา
น้องได้ยินก็ปิดประตูดัง ปั้ง อ้ายเลยฟ่างจูงรถถีบออกมา
อ้ายคนจนบ่มีวาสนา อ้ายคนจนบ่มีวาสนา
จะไปขี่ฮอนด้าหรือยามาฮ่าไปได้จะใด


ทั้งนี้ ‘มอเตอร์ไซค์’ ในบทเพลงของจรัลยังสะท้อนให้เห็นกระแสอันไหลเชี่ยวของคลื่นทุนนิยมระลอกแรกๆ ที่พัดเข้ามายังเชียงใหม่ เพราะไม่เพียงมอเตอร์ไซค์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ แต่ยังรวมถึง สถานบันเทิง คาราโอเกะ ดิสโก้เธค ฯลฯ และที่สำคัญคือค่านิยมสมัยใหม่จากตะวันตกที่เริ่มเข้ามาก่อรูปร่างและฝังอิทธิพลต่อคนในยุคนั้นต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน  


‘บ้านบนดอย’ ที่ทำให้เราย้อน ‘คิดถึงบ้าน’
เพลง ‘คิดถึงบ้าน’ เป็นอีกเพลงของจรัล มโนเพ็ชรที่ได้รับความนิยมระดับประเทศ ด้วยเนื้อหาที่กินใจและมีความเป็น ‘สากล’ พ้องพานกับวิถีชีวิตของคนชั้นกลางในต่างจังหวัดในยุคนั้นที่ส่วนใหญ่ต้องจากบ้านมาทำงานในกรุงเทพฯ พร้อมไปกับการต้องทำงานหนักเพื่อรายได้และโอกาสที่ดีกว่า ชีวิตของคนเหล่านี้ก็ต้องฟันฝ่ากับความวุ่นวาย ซับซ้อน และการแก่งแย่งชิงดีเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือเพื่อความอยู่รอดในสังคมเมืองใหญ่ เพลง ‘คิดถึงบ้าน’ ไม่เพียงสร้างอารมณ์หวนคำนึงถึงบรรยากาศในชนบทที่ผู้คนพลัดถิ่นคิดถึง แต่ยังช่วยขับเน้นถึงความงดงามของวิถีชนบทที่ผู้คนมีความจริงใจและอบอุ่นได้อย่างพรั่งพรู ทั้งๆ ที่เนื้อเพลงที่จรัลเขียนเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ต่อกันเท่านั้น  

มองดูดวงดาวก็คงเป็นดาวดวงเดียวกัน
มองดูดวงจันทร์ก็เหมือนกับจันทร์ที่บ้านเรา
ยามนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน 
มองดูท้องฟ้าก็ยังเป็นฟ้าพื้นเดียวกัน
มองดูดวงตะวันก็ยังส่องแสงไปบ้านฉัน
ยามฟ้ามืดครึ้ม คิดถึงบ้าน

อยู่ในเมืองกรุงก็คงวุ่นวายและวกวน
มีแต่ผู้คนก็เหมือนกับคนไม่รู้จักกัน
ชีวิตผกผัน คิดถึงบ้าน
มองไปทางใดก็มีแต่ตึกสูงสวยงาม
แต่ใจคนไม่งามเหมือนกับคนที่บ้านเรา
ยามนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน


คู่ขนานไปกับเพลง ‘คิดถึงบ้าน’ จรัลฉายภาพวิถีชนบทของภาคเหนือออกมาอย่างแจ่มชัด ทั้งยังมีการเปรียบเทียบวิถีชนบทกับวิถีคนเมืองออกมาอย่างไพเราะและสนุกสนานผ่านบทเพลง ‘บ้านบนดอย’

บ้านสูอยู่ในเมือง มุงกระเบื้องสีใส บ้านข้าอยู่กลางไพร มุงด้วยใบตองตึง
สูซอบเพลงฝรั่ง ข้าซอบฟังเสียงซึง เอ้า ตึงตึงต๊ะติดตึง ข้าดีดซึงก้องป่า
บ้านบนดอยบ่มีแสงสี บ่มีทีวี บ่มีน้ำประปา
บ่มีโฮงหนัง โฮงนวด คลับบาร์ บ่มีโคล่า แฟนต้า เป๊บซี่
บ่มีเนื้อสัน ผัดน้ำมันหอย คนบนดอย ซอบกินข้าวจี่
บ่มีน้ำหอม น้ำปรุงอย่างดี แต่หมู่เฮามี ฮึม มีน้ำใจ๋


เป็นอีกครั้งที่จรัลฉายภาพความ ‘มีน้ำใจงดงาม’ ของคนชนบทเมื่อเปรียบเทียบกับผู้คนในเมืองใหญ่เช่นเพลง ‘คิดถึงบ้าน’ และเพลง ‘น้ำใจคนเหนือ’ ที่เน้นย้ำภาพลักษณ์อันดีงามโดยเฉพาะหญิงสาวชาวเหนือได้เด่นชัด



'ใบไม้ไหว' บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองด้วยสันติวิถี
หลายคนติดภาพจำเกี่ยวกับบทเพลงของจรัล มโนเพ็ชร ในแง่มุมของเพลงที่บรรยายความสุขสงบและงดงามของวิถีชาวบ้านรวมทั้งการสะท้อนสังคม กระนั้นจรัลก็มีแง่มุมของ ‘การเมือง’ ในบทเพลงด้วยมุมมองเฉพาะตัวที่น่านับถือ หนึ่งในนั้นคือเพลง ‘ใบไม้ไหว’ ที่อยู่ในอัลบั้ม ‘อื่อ…จา…จา’ ที่ออกมาในปี พ.ศ. 2526 เป็นเพลงที่จรัลได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 14 ตุลาคม 2516

เพียงแค่มือไม่ยอมจับต้องปืน คงมีทางคืนดีกันได้
เพียงแค่ยอมยับยั้ง ชั่งจิตใจ โดยไม่หลงใหลอำนาจตน
แล้วจะโทษใคร แล้วสิ่งไหนคือเหตุผล
ตายไปทีละคน เพียงคนสองคน
ฆ่าหลายคน ฆ่ากันอีกแล้ว
หรือไม่ตกใจ ไม่หวั่นไหว ไม่ผวา
ควรหรือทำเฉยชา หรือคิดว่าเพียงแค่ใบไม้ไหว


จรัล มโนเพ็ชร เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเบื้องหลังของเพลงนี้ที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ลงในหนังสือ ‘อื่อ...จา...จา… จรัล มโนเพ็ชร’ หนังสือรวมบทสัมภาษณ์ของจรัล เขียนโดย สิเหร่ และฌาน  (พ.ศ. 2527) โดยได้อ้างอิงถึงบรรยากาศของเชียงใหม่ในช่วงเหตุการณ์นั้นไว้ดังนี้



“สภาพทั่วไปที่เชียงใหม่ มีการชุมนุมที่สวนสาธารณะ ประตูท่าแพ มีการอธิบายโจมตีรัฐบาลชุดนั้น ประชาชนต่างก็สนับสนุนกันมาก...ผมอยู่ปี 5 พอดี เริ่มศึกษาด้านการเมืองเพราะอยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่สนใจเรื่องนี้ ผมเองอยากจะรู้เรื่องราวของการเมืองว่าเป็นอย่างไร เริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับลัทธิการปกครอง การเมือง พออ่านแล้วก็เกิดความเห็นด้วย คิดว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข อะไรต่อมิอะไรได้แล้ว แต่ที่ไม่เห็นด้วยก็เกี่ยวกับความรุนแรง ผมไม่ชอบความรุนแรงอย่างเด็ดขาด ทางด้านกิจกรรมที่ผมสามารถช่วยได้ ก็มีเพลง และเขียนรูป เขียนโปสเตอร์...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ช่วงเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516) การประชาสัมพันธ์ที่ออกข่าว ไม่ตรงความเป็นจริง ผมรู้สึกเสียใจมาก โดยส่วนตัวแล้ว หากตัวเองสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ ก็จะร่วมทำทันที เพียงรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ฝ่ายรัฐบาลเขาทำไม่ถูก...ส่วนตัวผมเสียใจมากกับการฆ่ากันครั้งนั้น ผมนอนร้องไห้กับเพื่อน ๆ เมื่อได้ข่าวร้ายนั้น...

... ผมมีความคิดมากขึ้น คิดว่าดนตรี ไม่ใช่ทำให้เรามีความสุขเพียงอย่างเดียว แต่เนื้อหาของบทเพลง ควรมีอิทธิพลต่อผู้ฟังด้วย...”


 นี่คือทัศนะของนักร้องเพลงโฟล์คระดับตำนานที่ไม่ได้มองบทเพลงเป็นแค่เครื่องมือเพื่อความบันเทิงและบทบันทึกห้วงเหตุการณ์ แต่ยังมองในแง่มุมของเครื่องมือทางวัฒนธรรม และการเมืองที่สำคัญ ซึ่งช่วยสะท้อนและกระตุ้นเตือนให้ผู้ฟังตระหนักถึงความเป็นไปและความบิดเบี้ยวของสังคม

ยังมีบทเพลงอีกหลากหลายที่จรัล มโนเพ็ชรได้เขียนฝากไว้ และไม่เพียงจะ ‘ติดหู’ และ ‘ติดใจ’ คนฟัง หากยังสร้างบทสนทนาทางสังคมไปจนถึงข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง หนึ่งในนั้นคือเพลง ‘มิดะ’ ที่ไปกระทบกระเทือนกับภาพลักษณ์ของชาวเขาเผ่าอาข่าจนเกิดกระแสต่อต้านไประยะหนึ่ง รวมทั้งการปลุกกระแสค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ‘มิดะ’ และ ‘ลานสาวกอด’ ที่ปรากฏอยู่ในบทเพลง อ่านเพิ่มเติมได้ที่http://www.vcharkarn.com/varticle/21 หรือเพลง ‘มะเมี๊ยะ’ ที่จรัลเรียบเรียงจากโศกนาฏกรรมความรักของหญิงสาวชาวพม่ากับเจ้าน้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่ (เจ้าอุตรการโกศล) ที่เดินทางไปศึกษาที่เมืองมะละแหม่ง ซึ่งความดังของเพลงนี้จุดประกายให้นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ล้านนาสืบค้นที่มากันอย่างจริงจัง


ภาพถ่ายจาก https://www.facebook.com/REC.vinyl.record/ 

เหล่านี้เป็นเพียงไม่กี่บทเพลงจากทั้งหมด 200 เพลงที่จรัลได้ขับร้องไว้ (มีเพลงที่จรัลเขียนคำร้องเอง 83 เพลง และมีเพลงภาษาพื้นเมืองรวม 30 เพลง) และไม่ว่าคุณจะเป็นคนเชียงใหม่หรือเป็นคนที่ชอบฟังเพลงโฟล์คซองหรือไม่ แต่เชื่อเถอะ อย่างน้อยต้องมีเพลงเพลงหนึ่งของจรัล มโนเพ็ชร ที่ติดหูของคุณ และคุณสามารถฮัมท่วงทำนองหรือกระทั่งขับร้องออกมาได้อย่างชัดถ้อยคำโดยไม่ตั้งใจ และนี่คืออัจฉริยภาพของศิลปินโฟล์คซองคำเมืองคนแรกของเชียงใหม่ ศิลปินที่เป็นตัวอย่างอันเด่นชัดของการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกผ่านท่วงทำนองดนตรีและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาปรับใช้กับอัตลักษณ์อันโดดเด่นและวิสัยทัศน์ของคนภาคเหนือในยุคทศวรรษ 2520-2540 ออกมาได้อย่างชาญฉลาด คมคาย และงดงาม และอย่างไม่อาจปฏิเสธ จรัล มโนเพ็ชร คือตำนานศิลปินร่วมสมัยของเมืองไทยอย่างแท้จริง  
 
อ้างอิงจาก
https://prachatai.com/journal/2017/08/73009)
https://blogazine.pub/blogs/praejaru/post/3302
http://www.dpu.ac.th/commarts/journal/upload/issue/NaVo1clWVo.pdf
http://www.compasscm.com/viewissue.php?id=777&lang=en&issue=100
 

 

แชร์บทความนี้

Add Line ID

หมอแมคกิลวารี มิชชั่นนารีคนแรกของเชียงใหม่ และรัฐประหารครั้งสำคัญของล้านนา

5 พระราชกรณียกิจสำคัญที่เจ้าดารารัศมีฯ ฝากไว้ให้คนล้านนา

เฮือนเจียงลือ บ้านของนักเขียนและนักสะสมแห่งล้านนา