MY WORLD

เมื่อการท่องเที่ยวอยู่เหนือมรดก แง่ลบของการเป็นมรดกโลก

นอกจากบทบาทอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ National University of Singapore รศ.ดร.โยฮันเนส วิโดโด (Johannes Widodo) ยังเป็นนักอนุรักษ์และนักวิจัยคนสำคัญของ ่ICOMOS (สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและโบราณคดี) ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของ UNESCO Asia Pacific Awards ล่าสุด ดร.วิโดโดให้เกียรติมาร่วมเสวนา Public Training Session กับคณะทำงานเชียงใหม่สู่มรดกโลก และได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจหลายข้อ หนึ่งในนั้นคือประเด็นที่ว่าด้วยผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ขาดการจัดการอันเหมาะสม ซึ่งมีให้เห็นในเมืองมรดกโลกรอบๆ เมืองไทยหลายแห่งด้วยกัน ผู้เขียนจึงนำมาเรียบเรียงดังนี้


เครดิตภาพ: Lonely Planet

อ่าวฮาลอง, เวียดนาม
อ่าวฮาลองหรือ ‘ฮาลองเบย์’ ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี 1994 จากความงดงามจากเกาะหินปูนเกือบสองพันเกาะที่ขึ้นอยู่รอบอ่าว กระนั้นหากใครมีโอกาสได้ไปเยือนฮาลองเบย์ในช่วงทศวรรษหลังมานี้จะทราบดีถึงความพลุกพล่านและการขาดประสิทธิภาพในการรับมือกับการท่องเที่ยวยังผลต่อมลภาวะทางธรรมชาติในพื้นที่ นอกจากนี้ความ ‘หลงประเด็น’ ของผู้ประกอบการที่ต้องการขายฮาลองเบย์ในฐานะ ‘แหล่งท่องเที่ยว’ มากกว่า ‘มรดกทางธรรมชาติ’ จึงทำให้เกิดสถานประกอบการที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ อาทิ คาสิโน และสถานบันเทิงอื่นๆ ก็ทำให้เสน่ห์ทางธรรมชาติที่เคยเป็นจุดขายหลักลดน้อยลงไปทุกวัน   


เครดิตภาพ: http://awesomwallpaper.com

เมืองไคผิง, ประเทศจีน
ไคผิง (Kaiping) เป็นเมืองในมณฑลกวางตุ้งตอนใต้ของประเทศจีน เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยได้รับอิทธิพลการออกแบบจากเอเชียใต้ อเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งเกิดจากการที่ชาวจีนเดินทางไปทำงานและนำอิทธิพลนี้กลับมา ปัญหาที่สำคัญของเมืองไคผิงคือ ‘ความพยายาม’ จะทำให้เมืองเก่าเมืองนี้ดูมีชีวิตด้วยการเกณฑ์ให้ชาวบ้านไปใช้ชีวิตในพื้นที่เมืองเก่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวกลับไป ชาวบ้านเหล่านั้นก็จะแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเองไปด้วย เมืองเก่าไคผิงจึงมีรูปแบบไม่ต่างจากสวนสนุกยูนิเวอร์แซลที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปมากกว่าจะเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการอธิบายประวัติศาสตร์และนวัตกรรมของผู้คนในพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง




เครดิตภาพ: http://pxhere.com

เมืองมะละกา, มาเลเซีย
ดร.วิโดโด เริ่มต้นจากเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกพร้อมกับเมืองจอร์จทาวน์ของปีนังในปี 2008 มะละกาโดดเด่นด้วยความเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างดัตช์ อังกฤษ โปรตุเกส มาเลย์ และจีน จนเกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวจนได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ปัญหาที่ ดร.วิโดโดชี้ให้เห็นก็คือการกำหนดแนวเขตกันชนรอบพื้นที่มรดกโลก (buffer zone) ซึ่งไม่ได้รับการออกแบบเขตกันชนไม่สอดคล้องกับพื้นที่จริง ด้วยเหตุนี้พื้นที่ที่อยู่นอกเขตกันชน (แต่อยู่ใกล้กับเขตมรดกโลกจนมีผลกระทบในด้านทัศนียภาพ) จึงไม่มีการควบคุมรูปแบบการก่อสร้าง จึงเกิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง สร้างความไม่สอดพ้องของภูมิทัศน์วัฒนธรรม ประกอบกับโครงการเมกะโปรเจกต์อีกหลากหลายที่รัฐบาลมาเลเซียพยายามนำมาส่งเสริมการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนภูมิทัศน์ดั้งเดิมของเมืองไปทีละน้อย อาทิ รถไฟฟ้าโมโนเรลที่เชื่อมต่อย่านมรดกโลกเข้ากับย่านธุรกิจของเมือง หรือการทำทางเดินเท้าเลียบคลองซึ่งถึงแม้จะยังประโยชน์ต่อการสัญจร แต่วิธีชีวิตดั้งเดิมของคนมะละกาก็เลือนหายไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบของเรือที่เคยสัญจรภายในคลองที่ปัจจุบันเหลือเพียงแต่เรือสำหรับนักท่องเที่ยวรูปแบบเดียว


เครดิตภาพ: http://escapesfromthelittlereddot.com 

เขตประวัติศาสตร์มาเก๊า
แม้เกาะมาเก๊าจะรายล้อมด้วยตึกสูงเสียดฟ้ารูปร่างแปลกตา กระนั้นพื้นที่ในเขตประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นด้วยอาคารชิโน-โปรตุกีสก็ยังได้รับการอนุรักษ์ไว้ได้ดี น่าเสียดายก็ตรงที่ความต้องการจะเปิดพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว ทางคณะกรรมการดูแลพื้นที่ในเขตประวัติศาสตร์จึงยินยอมให้เจ้าของอาคารเปิดพื้นที่ชั้นล่างให้เป็นร้านค้าโดยไม่มีการควบคุมรูปแบบการตบแต่งเท่าไหร่นัก เราจึงเห็นร้านจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมและร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่ตบแต่งด้วยสีสันฉูดฉาดขัดแย้งไปกับภาพลักษณ์ของอาคารประวัติศาสตร์จนกลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ของมาเก๊าในปัจจุบัน  

----------------------------------------------

เกียวโต ตัวอย่างของเมืองมรดกโลกที่มองนักท่องเที่ยวเป็น ‘แขกผู้มาเยือน’ หาใช่ ‘พระราชา’
ดร.วิโดโดยกตัวอย่างเมืองมรดกโลกเกียวโตของประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างของเมืองมรดกโลกที่มีการจัดการที่ลงตัว หาประโยชน์จากการท่องเที่ยวได้ดี หากก็ไม่ทำลายเสน่ห์ดั้งเดิมของพื้นที่ลงไป โดยเกียวโตมีการแบ่งพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด มีคณะกรรมการและระบบการจัดการดูแลพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีการใช้พื้นที่ที่ผสมผสานระหว่างพื้นที่ทางวัฒนธรรม พื้นที่ในชีวิตประจำวันของผู้คน และพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างลงตัว

“สิ่งสำคัญก็คือจิตสำนึกของคนเกียวโตเอง ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวต่างมองนักท่องเที่ยวเป็น ‘แขกผู้มาเยือน’ หาใช่ ‘พระราชา’ ที่ใครเข้ามาและริจะทำอะไรก็ได้ ไหนจะวิถีชีวิตร่วมสมัยที่ทำให้คนเกียวโตมีความภูมิใจในฐานะของการเป็นคนเกียวโต หาใช่การเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองมรดกโลก นั่นคือเหตุผลว่าเวลาเราเข้าไปเที่ยวเมืองมรดกโลกของเกียวโต จึงแทบจะไม่เห็นป้ายประกาศความเป็นเมืองมรดกโลกแบบที่เราเห็นจนชาชินจากเมืองอื่นๆ” ดร.วิโดโด กล่าว


เครดิตภาพ: http://www.japan-guide.com

ดร.วิโดโดยังเสริมต่ออีกว่า มรดกโลกที่แท้จริงคือองค์ประกอบของ 'คนท้องถิ่น' กับ 'พื้นที่' หากมีแต่พื้นที่โดยขาดคน มรดกโลกนั้นจะแห้งแล้งลงและขาดเสน่ห์ของการเป็นพื้นที่วัฒนธรรม ในทางกลับกันการพัฒนาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งขึ้นมาเป็นมรดกโลก สิ่งสำคัญสิ่งแรกก็คือความสมัครใจและการทำงานร่วมกันกับภาครัฐและคนในท้องถิ่น พื้นที่กับคนจึงต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้

“การที่เมืองใดเมืองหนึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกนั่นไม่ได้หมายความว่าเมืองนั้นได้รางวัล แต่นั่นหมายถึงว่าประชาชนในเมืองนั้นได้ทำสัญญาว่าจะดูแลเมืองของพวกเขาให้ยั่งยืนไปถึงลูกหลาน ตำแหน่งมรดกโลกจึงไม่ใช่มงกุฎ แต่มันคือการแต่งงานระหว่างผู้คนกับมาตุภูมิที่เขาอาศัย ทั้งหมดจึงต้องอาศัยการทำความเข้าใจ เข้าใจในตัวเราเอง เข้าใจในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเรา เพื่อให้การแต่งงานนี้ยั่งยืนและยังประโยชน์ให้แก่ทุกคน” ดร.วิโดโด ทิ้งท้าย


รศ.ดร.โยฮันเนส วิโดโด (Johannes Widodo)

แชร์บทความนี้

Add Line ID

Le Harve มรดกโลกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากเถ้าถ่านหลังสงคราม

Wieliczka Salt Mine วิหารใต้ดินที่มีรสเค็ม

From Local to Global: เทรนด์ของการออกแบบเมืองสมัยใหม่ที่สอดรับกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน