THE MASTER

5 พระราชกรณียกิจสำคัญที่เจ้าดารารัศมีฯ ฝากไว้ให้คนล้านนา

จากผ้าซิ่น ถึงลำไย และกาดวโรรส
โดยเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักมากที่สุดของคนเชียงใหม่


แม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่ผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมล้านนาเข้ากับสยามจากการถวายตัวเป็นพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) กระนั้นบทบาทที่สำคัญของ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ที่ยังคงมีหลักฐานประจักษ์ชัดและเป็นคุณูปการให้กับชาวเชียงใหม่และภาคเหนือจนถึงทุกวันนี้ก็เริ่มต้นจากการที่พระองค์ท่านเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่เป็นการถาวร (พ.ศ. 2457) หลังจากที่พระบรมราชสวามี สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ซึ่งรวมเวลาที่พระราชชายารับใช้เบื้องยุคลบาทกว่า 23 ปี



รู้จักเจ้าดารารัศมี พระราชชายา
เจ้าดารารัศมี พระราชชายา หรือ ‘เจ้าน้อย’ ประสูติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2416 ณ คุ้มหลวงกลางเวียง นครเชียงใหม่ (ที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่หลังเดิม) เป็นพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์กับเจ้าทิพเกสร ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2429 พระองค์ท่านได้เสด็จตามพระเจ้าอิทวิชยานนท์ลงมายังกรุงเทพฯ เพื่อร่วมในพระราชพิธีลงสรงและสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ในครั้งนั้นเจ้าดารารัศมีก็ได้รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ตำแหน่งพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังร่วมกับพระเจ้าอยู่หัวนับแต่นั้น

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2432 เจ้าดารารัศมีฯ ได้มีประสูติกาลพระราชธิดา ทรงพระนามว่าพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี และได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ‘เจ้าจอมมารดาดารารัศมี’ หากก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่พระธิดามีพระชันษาเพียง 3 ปี เศษก็สิ้นพระชนม์ลง ยังความเสียพระราชหฤทัยแก่พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาดารารัศมีอย่างใหญ่หลวง และต่อมาในปีพ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี มีพระอิสริยยศเป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่งออกพระนามว่า ‘เจ้าดารารัศมี พระราชชายา’ นับเป็นพระอิสริยยศในตำแหน่งพระมเหสีเทวีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนโดยพระองค์ท่านเป็นพระมเหสีลำดับที่ 5 ในเวลานั้น โดยในปีเดียวกันนั้นเองที่พระราชชายาได้เสด็จนิวัติกลับไปเยี่ยมบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลาปีเศษ และกลับมาพระนครมารับใช้เบื้องยุคลบาทต่อ ณ พระราชวังดุสิต ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2452 และเป็นเวลาเพียง 10 เดือนเศษ ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคต



เจ้าดารารัศมีเสด็จนิวัตกลับเชียงใหม่เป็นการถาวรเมื่อปี พ.ศ.2457 โดยได้เข้าประทับยังคุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง ก่อนจะย้ายไปประทับยังพระตำหนักดารารภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม (ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์เจ้าดารารัศมีฯ) ช่วงนั้นเองที่ท่านมีบทบาทต่อการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา งานหัตถกรรม ไปจนถึงงานเกษตรกรรมให้กับชาวเชียงใหม่ (ดังจะกล่าวต่อไป) ก่อนที่พระองค์ท่านจะสิ้นพระชนม์จากอาการประชวรด้วยพระโรคพระปัปผาสะพิการ (ปอดพิการ) ณ คุ้มรินแก้ว เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2476 สิริพระชันษา 60 ปี 3 เดือน 13 วัน

5 คุณูปการที่สำคัญของพระราชชายา



ภาพโดยบุญเสริม สาตราภัย

1. รื้อฟื้นการฟ้อนดั้งเดิมและประยุกต์สู่วิธีการฟ้อนรูปแบบใหม่
บทบาทที่สำคัญของเจ้าดารารัศมีฯ คือการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ที่พระองค์ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงให้ข้าหลวงในตำหนักแต่งกายด้วยผ้าซิ่นแบบล้านนา เหมือนเมื่อครั้งที่ยังประทับอยู่ ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ทุกประการ รวมทั้งโปรดให้ให้ศึกษาศิลปะดนตรีไทย ดนตรีสากล การขับร้อง และการฟ้อนรำ จนมีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วฝ่ายใน เมื่อเสด็จมาประทับนครเชียงใหม่ พระองค์ท่านโปรดให้รื้อฟื้นศิลปะการฟ้อนรำและการดนตรีพื้นเมืองทั้งหมด โปรดให้รวบรวมศิลปินล้านนาเก่าแก่มาเป็นครูผู้ประสาทวิชาเพื่อสนับสนุนให้ความรู้แก่ประชาชน รวมทั้งโปรดให้จัดการฝึกสอนขึ้นในพระตำหนัก พระญาติของพระองค์ต่อมาได้มีบทบาทในการสานต่อพระปณิธานดังกล่าว อาทิ เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินแห่งชาติ และเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ผู้สืบทอดการผลิตเครื่องดนตรีและการเล่นดนตรีพื้นเมือง ทั้งนี้รูปแบบการฟ้อนหมู่ หรือการฟ้อนโดยช่างฟ้อนหลายๆ คนอย่างพร้อมเพรียงกันที่เราเห็นในทุกวันนี้ ก็เกิดจากการสร้างสรรค์ของพระองค์ท่านเพื่อให้เกิดความสวยงามของช่างฟ้อนด้วย


ภาพโดย http://yingthai-mag.com

ผ้าทอลายยกดอกและผ้าซิ่นตีนจก
ทรงฟื้นฟูและส่งเสริมกิจการทอผ้าซึ่งเคยมีชื่อเสียงมาช้านานในล้านนา โดยเฉพาะการสร้างสรรค์ผ้าทอลายยกดอกที่พระองค์ท่านทรงนำความรู้และเทคโนโลยีการทอผ้าจากราชสำนักสยามมาประยุกต์เข้ากับศิลปะการทอผ้าโบราณของล้านนาจนกลายเป็นผ้าทอลายยกดอก ซึ่งต่อมามีการเผยแพร่ให้คนในคุ้มหลวงจังหวัดลำพูนและกลายเป็นกิจการทอผ้าที่สำคัญเลี้ยงปากเลี้ยงท้องชาวลำพูนจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ท่านยังทรงสร้างโรงทอผ้าที่ตำหนักและรวบรวมผู้ชำนาญการด้านการทอผ้าซิ่นตีนจกเพื่อฝึกสอนช่างทอรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ลำไย
แต่เดิมจังหวัดลำพูนไม่ได้มีกิจการการปลูกลำไยใหญ่โตเช่นทุกวันนี้ จะมีแต่ลำไยพื้นเมืองที่ไม่ได้งอกงามมากมายอะไร กระทั่งมีการนำเข้าลำไย (ที่ต่อมามีชื่อว่าพันธุ์เบี้ยวเขียว) ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยมีชาวจีนนำต้นลำไยดังกล่าวมาถวายเจ้าดารารัศมี ณ จำนวน 5 ต้น ท่านทรงแบ่งไว้ปลูกที่เชียงใหม่ ณ สวนเจ้าสบาย 3 ต้น และทรงแบ่งมาปลูกที่ตรอกจันทร์ กรุงเทพฯ 2 ต้น (ปัจจุบันเป็นต้นลำไยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ) ต่อมามีการขยายพันธุ์จากต้นในจังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นก็ขยายสู่ภูมิภาคต่างๆ ในภาคเหนือ โดยการเพาะเมล็ดจนเกิดการกลายพันธุ์ (Mutation) เกิดพันธุ์ใหม่ๆตามสภาพคุณลักษณะที่ดีของภูมิอากาศที่เหมาะสมและเกื้อกูลต่อการเจริญเติบโตของต้นลำไย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดลำพูนที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นดินทราย อยู่ในที่ลุ่มของลำน้ำหลายสาย จนปัจจุบันลำพูนกลายเป็นแหล่งผลิตลำไยที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในประเทศโดยมีผลผลิตต่อปีมากกว่าสองแสนตัน


ภาพโดย http://castlerozyrose.blogspot.com/2013/01/blog-post.html

ใบชา ยาสูบ กล้วยไม้ และกุหลาบพันธุ์จุฬาลงกรณ์
เจ้าดารารัศมีฯ ได้โปรดให้ สวนเจ้าสบายในพระตำหนัก เป็นแปลงทดลองการเกษตรส่วนพระองค์ขนาดใหญ่ โปรดให้เจ้าชื่น สิโรรส พระญาติสายราชวงศ์ทิพย์จักร มาดูแลควบคุมพัฒนาการเกษตร ทรงริเริ่มส่งเสริมการปลูกใบยาสูบเวอร์จิเนีย ใบชา ใบหม่อน ดอกไม้เมืองหนาว และกล้วยไม้ ทั่วนครเชียงใหม่และหัวเมืองใกล้เคียง นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงทดลองปลูกพืชใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น ทรงทดลองปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง แครอท แตงโมบางเบิด และแคนตาลูป พระองค์ยังทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของราชสมาคมกุหลาบแห่งประเทศอังกฤษ ทรงริเริ่มและสนับสนุนการปลูกกุหลาบทั่วนครเชียงใหม่ และหัวเมืองใกล้เคียง

ภายหลังทรงพบกุหลาบขนาดใหญ่พันธุ์หนึ่ง ซึ่งมีสีชมพูระเรื่อ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ทำให้ทรงหวนระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว จึงได้ประทานนามกุหลาบพันธ์นั้นตามพระนามในพระบรมราชสวามีว่า "จุฬาลงกรณ์" พระราชชายาฯ โปรดให้สร้างแปลงเพาะพันธุ์บน พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก บนดอยสุเทพ ซึ่งมีอากาศเย็นทั้งปี เมื่อเสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักดาราภิรมย์ ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ ก็โปรดให้ปลูกกุหลาบจุฬาลงกรณ์โดยรอบพระตำหนัก และทรงตัดดอกถวายสักการะพระบรมราชสวามี ซึ่งต่อมาภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำกุหลาบจุฬาลงกรณ์มาเพาะพันธุ์และโปรดให้ปลูกประดับโดยรอบพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์




ภาพโดย http://www.adaytochill.com 

กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ณ วัดสวนดอก และกาดวโรรส
แต่เดิมกู่เจ้านายฝ่ายเหนือตั้งอยู่ที่ ‘ข่วงเมรุ’ ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิง ทางฝั่งตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ กระทั่งในปี พ.ศ. 2452 เจ้าดารารัศมีเห็นว่าที่เก็บอัฐิดั้งเดิมไม่เหมาะสม จึงทรงดำริให้มีการย้ายกู่ไปยังวัดสวนดอกที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่า และในปีถัดมาจึงมีการสร้างตลาดขึ้นยังพื้นที่เดิม โดยตลาดนั้นมีชื่อว่า ‘ตลาดวโรรส’ ตามพระนามของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ภายหลังเจ้าดารารัศมีฯ สิ้นพระชนม์ ก็มีการอัญเชิญแบ่งพระอัฐิของพระองค์มาประดิษฐานไว้ ณ กู่เจ้านายฝ่ายเหนือแห่งนี้ (อีกส่วนหนึ่งแบ่งประดิษฐานไว้ในสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร) ปัจจุบันกู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ได้ถูกจดทะเบียนให้เป็นโบราณสถานสำคัญ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ โดยเป็นที่เก็บอัฐิเจ้านายฝ่ายเหนือคนสำคัญถึง 20 ท่าน อาทิ พระเจ้ากาวิละ พระยาธรรมลังกา พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าแก้วนวรัฐ และเจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่ เป็นต้น


ภาพเปิด: เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงสยาม และพระประยูรญาติ แต่งกายด้วยผ้าซิ่นทองานลุนทยา-อเชะ และต่อตีนซิ่นในลักษณะผ้าไทยยวน (หอจดหมายเหตุ พระนคร กรุงเทพฯ)
ที่มา: หนังสือ An illustrated book of Burmese Court Textiles "Luntaya - acheiq"

แชร์บทความนี้

Add Line ID

หมอแมคกิลวารี มิชชั่นนารีคนแรกของเชียงใหม่ และรัฐประหารครั้งสำคัญของล้านนา

ทบทวนสังคมล้านนาร่วมสมัยกับบทเพลงของจรัล มโนเพ็ชร

เฮือนเจียงลือ บ้านของนักเขียนและนักสะสมแห่งล้านนา