MY CHIANG MAI

ปฏิรูปเมืองเชียงใหม่ด้วยหัวใจ

กระแสการขอขึ้นทะเบียนย่านเมืองเก่าเชียงใหม่และดอยสุเทพให้เป็นมรดกโลก ไม่เพียงแต่สร้างความสนใจให้กับนักอนุรักษ์ นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเมืองเท่านั้น ในแวดวงนักออกแบบโดยเฉพาะสถาปนิกและนักจัดการผังเมืองก็ให้ความสนใจต่อความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และถือเป็นหนึ่งแรงกระตุ้นให้นักออกแบบหันมาทบทวนมุมมองที่มีต่อเมืองเมืองนี้ รวมถึงการจับตาการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้มากขึ้นอีกครั้ง

เช่นเดียวกับกลุ่ม Addict Art Studio กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นอีกหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเมืองด้วยศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ล่าสุดได้ชวน ผศ.ดร.ณวิทย์ อ่องแสวงชัย อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และผู้ก่อตั้ง Asian Urban Architecture Laboratory มาร่วมพูดคุยกับอาจารย์ภราเดช พยัฆวิเชียร กรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าและอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ Chiang Mai Urban Regeneration with Heart (หรือการปฏิรูปเมืองเชียงใหม่ด้วยหัวใจ) พร้อมไปกับชาวเชียงใหม่ที่สนใจในประเด็นเมืองหลากหลายอาชีพ อาทิ สถาปนิก นักออกแบบ นักวิจัย และตัวแทนจากองค์กรภาคประชาชนอีกหลากหลาย

นิยามเมืองเก่าของอาจารย์ณวิทย์
ผศ.ดร.ณวิทย์ อ่องแสวงชัย เริ่มต้นเสวนาด้วยการชวนให้ทุกคนทบทวนนิยามของเมืองเก่าโดยเปรียบเทียบองค์ประกอบของเมืองกับองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ กล่าวคือมนุษย์ทุกคนประกอบขึ้นจากโครงกระดูกเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คือผิวหนัง ลักษณะของใบหน้า เส้นผม ฯลฯ ซึ่งก่อให้เกิดอัตลักษณ์ของแต่ละคน เช่นเดียวกับเมืองที่มีผังมีสันฐานเป็นดังโครงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ยึดโยงร่างเราไว้ และมีตัวอาคารและสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่มาห่อหุ้มไว้ และทำให้เมืองเมืองนั้นมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน



อาจารย์ณวิทย์กล่าวว่าเวลาพูดถึงเมืองเก่า หลายคนมักคิดถึงวัดวาอารามหรือสถาปัตยกรรมที่เป็นโบราณสถาน แต่เมื่อเราพิจารณาแนวคิดนี้เปรียบเทียบกับเมืองเชียงใหม่ เราจะพบว่าปัจจัยที่ว่ามีการถูกทำให้ลดคุณค่าด้วยเงื่อนไขต่างๆ ลงทุกทีจนเกิดคำถามว่าแล้วเชียงใหม่ยังเป็นเมืองเก่าอยู่ได้อย่างไร ในข้อนี้อาจารย์ณวิทย์จึงเสนอว่าให้ลองพิจารณาสันฐานของเมืองที่เป็นเหมือนกระดูกที่ยึดโยงทุกองค์ประกอบไว้ กล่าวคือสันฐานภายในกรอบสี่เหลี่ยมคูเมืองที่แม้ภายในจะมีการเปลี่ยนแปลงทางรูปแบบของอาคารจนแทบไม่เหลือร่องรอยเดิม หากแนวของคูน้ำและกำแพงเมืองโบราณ รวมทั้งประตูและแจ่งเมืองทั้งสี่มุมก็ยังคงห้อมล้อมเมืองของเราไว้ และยังคงสามารถสร้างบรรยากาศและความรับรู้ต่อผู้มาเยือนได้ว่านี่คือย่านเมืองเก่าที่ยังมีการใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่องหลายรุ่น

อาจารย์ณวิทย์ยกตัวอย่างเมืองบนเกาะสันฐานทรงกลมในประเทศเม็กซิโกอย่าง Mexcaltitan ที่ถึงแม้อาคารบ้านเรือนบนเกาะจะเปลี่ยนรูปแบบจนเป็นตึกสมัยใหม่ หากความที่ผู้คนในเมืองยังคงก่อสร้างบนที่ดินผืนเดิม ไม่ได้มีการก่อสร้างที่ทำลายหรือรุกล้ำโครงสร้างดั้งเดิมของเมือง ก็ยังทำให้เมืองเมืองนี้อยู่ในการรับรู้ของผู้คนถึงความเป็นเมืองเก่าได้ดีอยู่ เช่นเดียวกับหมู่บ้านบนนาขั้นบันไดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่าง Cordilleras ที่วิถีชีวิตของชาวชุมชนสัมพันธ์ไปกับภูมิประเทศที่เป็นนาขั้นบันได ซึ่งเมื่อพูดถึงกระบวนการอนุรักษ์ในหมู่บ้านนี้ จึงหาใช่การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของตัวบ้านอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถาปัตยกรรมและพื้นที่ที่มันตั้งอยู่เป็นสำคัญ รวมทั้งเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่ถือเป็นเมืองที่มีความทันสมัยมาก แต่ผังเมืองในลักษณะกริดที่มีมาแต่โบราณก็กำหนดรูปแบบการใช้พื้นที่ของผู้คนได้ดี ทั้งยังแยกพื้นที่ระหว่างเมืองเก่าและย่านเมืองเก่าที่เป็นมรดกโลกออกอย่างชัดเจน เป็นต้น  


เมือง Mexcaltitan, Nayarit เม็กซิโก (ภาพจาก geo-mexico.com)


หมู่บ้านนาขั้นบันไดในฟิลิปปินส์ (ภาพจาก wikipedia)

“แล้วเราจะอนุรักษ์อะไรในเชียงใหม่ล่ะในเมื่อบ้านเก่าเราก็แทบไม่เหลือแล้ว ส่วนวัดเก่าๆ ก็แทบไม่เหลือเสน่ห์ดั้งเดิมให้เราสัมผัสได้เลย" อาจารย์ณวิทย์ ย้อนกลับมาเปิดประเด็นที่เชียงใหม่ ก่อนจะอธิบายต่อถึงสันฐานของเมืองเชียงใหม่ที่ไม่ได้ตั้งอยู่โดดๆ บนพื้นที่สี่เหลี่ยม หากยังมีความเชื่อมโยงกับเวียงโบราณในพื้นที่ใกล้เคียงเช่นเวียงสวนดอก และเวียงเจ็ดลินที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้า ซึ่งน่าเสียดายที่โครงสร้างเมืองสมัยใหม่ได้กลบทับร่องรอยของเวียงโบราณสองเวียงนี้ไปมากพอสมควร ยังไม่นับรวมความสัมพันธ์ของเมืองเก่ากับพื้นที่อื่นๆ อีก เช่นดอยสุเทพทางทิศตะวันตก แม่น้ำปิงทางตะวันออก รวมทั้งคลองแม่ข่าและลำคูไหวที่ถึงแม้จะเสื่อมโทรมลงไปมาก แต่ก็ยังเป็นหลักฐานถึงความสัมพันธ์ของสันฐานเมืองที่เชื่อมโยงกันมาแต่เก่าก่อน นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องหาวิธีอนุรักษ์สันฐานดั้งเดิมที่ยังเหลืออยู่และทำให้มันปรากฏชัดในการรับรู้ต่อผู้คนให้ได้มากที่สุด  

"บางทีเราจะโอดครวญว่าเราไม่มีมรดกของเมืองอะไรเหลือแล้วถอดใจมันก็ไม่ใช่ อาคารใดที่ยังอนุรักษ์ได้ก็ควรอนุรักษ์ไว้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือโครงสร้างของเมือง ผังเมือง และทางสัญจรที่ยึดโยงองค์ประกอบเหล่านี้ โครงข่ายของเมืองต่างๆ ที่สะท้อนมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมเหล่านี้ เราเข้าใจมันดีหรือยัง และเราไปทำลายมันให้มันพิกลพิการจากอดีตหรือเปล่า ไม่เฉพาะโครงสร้างถนนหรอกครับ ทางเดินน้ำ ทางสัญจรต่างๆ ที่เป็นตัวกำหนดสันฐานของเมืองในปัจจุบัน ความเป็นล้านนาอยู่ได้คือภูมิปัญญาของคนโบราณที่ก่อร่างสร้างผังเมืองและโครงข่ายระหว่างเมือง ไหนจะประเพณี กิจกรรม วิถีชุมชน เหล่านี้ทำให้เชียงใหม่ยังเป็นเชียงใหม่อยู่ได้ถึงทุกวันนี้และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปหากเราดูแลมันด้วยความเข้าใจ" อาจารย์ณวิทย์ กล่าว

Reference ของอาจารย์ภราเดช
ต่อประเด็นที่อาจารย์ณวิทย์เสนอ ภราดล พรอำนวย ทีมงาน Addict Art Studio และพิธีกรในงาน ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า หากเราจะอนุรักษ์เมืองด้วยการรักษาสันฐานดั้งเดิมไว้พร้อมไปกับการสร้างอาคารที่มีสถาปัตยกรรมเลียนแบบอาคารที่เคยมีอยู่เดิมของพื้นที่เลย สิ่งนี้จะช่วยฟื้นฟูบรรยากาศเก่าแก่ให้กลับมาหรือไม่ ซึ่งอาจารย์ภราเดช พยัฆวิเชียร ได้ตอบข้อสงสัยนี้ พร้อมทั้งขยายประเด็นในการเสวนาต่อไป

“ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ณวิทย์เลยว่ามันไม่มีวันสายที่เราจะเริ่มอนุรักษ์ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องยึดอยู่แค่ตรงสันฐานเมืองตรงนั้นแค่จุดเดียว” อาจารย์ภราเดช กล่าว “เมืองมันคือการทับถมซ้อนชั้นกันไปเรื่อยๆ และนี่คือวิถีธรรมชาติของมัน ถ้าคุณไปดูในยุโรปมันยิ่งกว่านี้อีก สมัยหนึ่งโรมัน สมัยหนึ่งไบแซนไทน์ เดี๋ยวพวกมัวร์มาเปลี่ยนอีก ศาสนาเปลี่ยนที สถาปัตยกรรมก็เปลี่ยน แต่เมืองก็ยังอยู่ที่เดิม ไอ้การเปลี่ยนเนี่ยมันคือสัจธรรม แต่การเปลี่ยนแปลงโดยไม่ยึดถือต้นทุนเก่าเลย ถึงจะอยู่บนสันฐานเดิมแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ล้มเหลว"




อาจารย์ภราเดชกล่าวต่ออีกว่าการอนุรักษ์เมืองในยุคปัจจุบันหาใช่การต้องไปย้อนอนุรักษ์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเม็งราย เพราะเอาเข้าจริงก็แทบไม่มีอะไรเหลือให้ยึดแล้ว สิ่งสำคัญคือการอนุรักษ์นั้นมี reference หรือหลักฐานอ้างอิงเพียงพอหรือไม่ พร้อมทั้งการศึกษาพัฒนาการของเมือง มีการอ้างอิงว่าอาคารแบบนี้เกิดขึ้นในยุคไหน และไม่ใช่แค่การแบ่งเพียงรูปแบบ หากต้องศึกษาไปถึงด้านมานุษยวิทยาด้วย เช่นว่าทำไมอาคารหรือรูปแบบของการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคหนึ่งยุคใดจึงต้องเป็นแบบนี้

"ต่อคำถามที่ว่าถ้าเราจะสร้างใหม่โดยการจำลองของเก่าเนี่ยมันก็ทำได้และก็มีหลายวิธีด้วย เพียงแต่เราจะไป reference จากตรงไหน สมมุติว่าเราจำลองอาคารเก่ามาจริงๆ ทั้งหมดเลยนะ ทั้งวัด ทั้งหมู่บ้าน แต่สิ่งเหล่านี้มันกลับไม่กลมกลืนหรือสอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบันแล้วล่ะ สิ่งที่เราจำลองมันก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมาเช็คอินเป็นจุดๆ แล้วก็จากไป เมืองมันขาด impact และมันก็จะแห้งแล้ง บางทีเราอาจไม่ต้องทำให้มันเป็นล้านนาจ๋า เพราะเอาเข้าจริงประวัติศาสตร์ของเมืองเรามันก็มีทั้งจีนเข้ามา พม่าก็เข้ามา ฝรั่งก็เอาโคโลเนียลเข้ามา ซึ่งมันก็มีคุณค่าเฉพาะตัวของมัน สิ่งสำคัญก็คือเราจะอนุรักษ์อย่างไรให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมมันกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตและสร้างบรรยากาศที่มันกลมกลืนไปทั้งเมืองต่างหาก"

ราคาของการอนุรักษ์
เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องการอนุรักษ์เมือง อาจารย์ภราเดชตั้งข้อสังเกตในมุมเดียวกับที่ผู้คนส่วนใหญ่มักมองว่าการอนุรักษ์คือ 'ภาระ' ทั้งภาระในการที่เจ้าของพื้นที่ต้องถูกกฎหมายมาบังคับ และภาระจากการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาพื้นที่เชิงธุรกิจ ซึ่งนั่นคือโจทย์สำคัญที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อให้ได้ว่าการอนุรักษ์หาใช่ภาระ แต่มันเป็นทั้งคุณค่าที่นำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาธุรกิจในอีกวิถีทางหนึ่ง ทั้งนี้การอนุรักษ์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากเจ้าของพื้นที่และนักอนุรักษ์เพียงสองฝ่าย เพราะปัจจัยสำคัญก็คือองค์กรภาครัฐและการออกแผนแม่บทที่ชัดเจน รวมทั้งเทศบัญญัติอื่นๆ ตามมา

"และคุณก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เขาอนุรักษ์ด้วยการลอกเลียนของเก่าให้เหมือนเป๊ะด้วย มันไม่ใช่การอนุรักษ์ที่ถูกต้อง ถ้าคุณต้องการจะเลียนแบบของเก่า ก็ควรต้องมี statement ชัดเจนว่าเพื่ออะไร แต่ถ้าคุณจะอนุรักษ์ให้สอดรับกับชีวิตประจำวัน เราก็เลือกเก็บบางส่วนของอาคารได้ เราหรือใช้เทคนิคใหม่ๆ มาร่วมกันได้ สิ่งสำคัญคือการทำให้ทุกคนเห็นภาพร่วมกันว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปเพื่อประโยชน์ของเมืองของเรานะ เพื่อโอกาสที่เรามีร่วมกัน มันอาจจะเกิดเศรษฐกิจใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบฉิ่งฉาบทัวร์อย่างที่เป็นอยู่ แต่มันคือการท่องเที่ยวที่ให้ผู้คนได้มาสัมผัสคุณค่าของอาคารสถานที่ วิถีชีวิต และท่วงทำนองของเมือง คือคุณค่าที่เป็นประสบการณ์ซึ่งเหนือกว่าการบริการทั่วไป"

ในเชิงกระบวนการอนุรักษ์ อาจารย์ภราเดชได้ยกตัววิธีการทำงานของกลุ่ม INTACH (Indian National Trust for Art & Cultural Heritage) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบขึ้นจากคนรุ่นใหม่และรุ่นกลางในอินเดีย ทั้งในภาคนักวิชาการ ภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเริ่มต้นกลุ่มนี้เขาจะทำการทำบัญชี (inventory) มรดกที่ประเทศอินเดียมีอยู่ทั้งมรดกที่เป็นกายภาพและนามธรรม เก็บมาให้หมดโดยไม่ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ขั้นตอนต่อมาคือการหาความเชื่อมโยงเพื่อประสานคุณค่าของมรดกแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน ก่อนจะจัดลำดับความสำคัญ (priority) ว่าควรจะอนุรักษ์หรือจัดการมรดกชิ้นไหนก่อน ซึ่งกระบวนการนี้สามารถนำมาใช้กับเมืองเชียงใหม่ได้ทันที เพราะตลอดมาเชียงใหม่ก็ล้วนมีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ทำงานในการอนุรักษ์เฉพาะทางอยู่แล้ว เช่น กลุ่มอนุรักษ์ต้นไม้ กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรม หรือสถาปัตยกรรม เพียงแต่กลุ่มเหล่านี้กลับไม่ได้ทำงานร่วมกันเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่เมื่อพิจารณาให้ดีทุกองค์ประกอบล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันได้หมด

แก่นของความเป็นล้านนา
การอนุรักษ์ที่ขาดไร้เป้าหมายอันยั่งยืน เป็นอีกปัญหาในสภาวะปัจจุบันที่อาจารย์ภราเดชชวนเราขบคิด โดยได้ยกตัวอย่างของการทำหัวโขนด้วยเทคนิคทางหัตถกรรมตามวิถีไทยโบราณ คำถามก็คือแม้เราอนุรักษ์มรดกทางหัตถศิลป์ตรงนี้ไว้ แต่เราจะทำหัวโขนไปขายใคร หรือหัวโขนจะตอบโจทย์ทางธุรกิจของโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร ในขณะเดียวกันประเทศที่มีมรดกทางหัตถกรรมเก่าแก่อย่างญี่ปุ่นซึ่งก็มีการสืบทอดกระบวนการผลิตงานหัตถกรรมอยู่ แต่แทนที่จะผลิตผลิตภัณฑ์แบบเดิมๆ ซึ่งอาจไม่มีความจำเป็นแล้ว หากเปลี่ยนมาผลิตสินค้าแบบใหม่ๆ ด้วยเทคนิคหรือวัสดุดั้งเดิม พร้อมทั้งใส่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าร่วมสมัย และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการอนุรักษ์อย่างมี reference ที่อาจารย์ภราเดชกล่าวไว้เมื่อตอนต้น  



“เราต้องรู้ให้ได้ว่าแก่นแกนที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดศิลปวัฒนธรรมล้านนามันคืออะไร เวลาพูดถึงเรื่องนี้เรามักจะคิดไปถึงการแต่งกายพื้นเมือง การฟ้อนรำ หรือพิธีบายศรีสู่ขวัญ หรือการโปรโมทประเพณีพื้นเมืองต่างๆ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วพวกนี้มันไม่ใช่แก่น อย่างดีก็เป็นกระพี้ที่สะท้อนถึงแก่นข้างใน แล้วอะไรล่ะคือ critical issue ที่ยึดโยงความเป็นล้านนาอยู่ได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมมาจนถึงทุกวันนี้"

แล้วอะไรคือแก่นของความเป็นล้านนา เป็นคำถามจากหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา

ต่อคำถามข้อนี้อาจารย์ณวิทย์ให้ข้อสังเกตไว้ว่าแก่นที่แท้จริงของทั้งคนล้านนาและชาวไทยอาจจะเป็น 'ความเชื่อ' และ 'ผี'

“ลองสังเกตดูครับ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนรำหรือจะมีพิธีกรรมอะไรต่างๆ เรามักเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษก่อนสืบทอดกันมาจนทุกวัน ไม่นับรวมโลกสมัยใหม่ที่ใครจะออกรถใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการขับไปให้หลวงพ่อที่วัดดวงดีหรือวัดอื่นๆ ที่มีชื่อเป็นมงคลช่วยเจิมให้ การเลือกเสาเอกมาปลูกบ้านก็ต้องเลือกใช้แต่ไม้มงคล หรืออีกหลายเรื่องทุกอย่างมาจากความเชื่อเรื่องผีทั้งนั้น แต่ทั้งนี้ก็เป็นดังกุศโลบายของคนโบราณให้รำลึกและสืบทอดภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าต่อไปในอีกทาง ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่ญี่ปุ่นที่เขามีแก่นที่เรียกว่า 'ชินโต' อยู่ในวิถีของพวกเขาอย่างชัดเจน ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นเขาก็ยังไหว้ต้นไม้และไหว้ภูเขาเหมือนเรา และเขาก็แปลธรรมชาติให้อยู่ในชีวิตประจำวันและยกระดับศาสนาโบราณมาให้ร่วมสมัยได้" อาจารย์ณวิทย์ กล่าว  

ทั้งนี้ยังมีผู้ร่วมเสวนาอีกทั้งให้ความเห็นต่อแก่นของความเป็นล้านนาและความร่วมสมัยเสริมอาจารณ์ณวิทย์ว่า ไม่ว่าแก่นที่แท้จริงจะเป็นอะไร คนรุ่นใหม่ควรต้องมองว่าวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อหรือจิตวิญญาณ แต่ยังเป็นองค์ประกอบของการสร้างสรรค์ (design element) สำหรับการต่อยอดสู่สิ่งใหม่ๆ - "ทำไมต้องชวนให้คนรุ่นใหม่มองแบบนั้นก็เพราะว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มักจะมองแต่เรื่องในอนาคต หาได้มีความใส่ใจต่อวัฒนธรรมเก่าแก่เลย การชวนให้คนรุ่นใหม่มองเห็นถึงคุณค่าในอดีตเพื่อเป็นสิ่งเชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่พวกเขากำลังจะทำในอนาคต ก็นับเป็นการสำรวจแก่นแกนของวิถีชีวิตร่วมสมัยไปพร้อมกับการสร้างจิตสำนึกในเชิงอนุรักษ์ไปในตัวด้วย" ผู้ร่วมเสวนา กล่าว

คุณค่าของมรดกสู่มูลค่าจากความคิดสร้างสรรค์
ในช่วงท้ายของวงเสวนาอาจารย์ภราเดชได้เสริมถึงการสำรวจแก่นแท้ของตัวเองเพื่อที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายของการอนุรักษ์หรือการพัฒนาเมืองเชียงใหม่อย่างไม่เสียเวลาหลงทาง

“ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้อะไรมันก็รวดเร็วไปหมด บางทีเราก็อาจหลงๆ กันไปได้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คืออะไร ผมจำได้ว่าอาจารย์เสน่ห์ จามริก เคยพูดเปรียบเปรยว่ากระแสโลกาภิวัฒน์ก็เหมือนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ถ้าเราไม่ใคร่ครวญอะไรและเอาแต่ไหลไปตามกระแสก็ไม่ต่างอะไรกับกอสวะ ไหลไปรวมกับคนอื่นๆ เป็นกอขนาดใหญ่ พอกระแทกตอม่อสะพานก็แตกกระจาย ในทางกลับกันเราควรเป็นปลาซิวปลาสร้อย คือรู้ทิศทางของกระแสน้ำ รู้จักไหลไปตามน้ำบ้าง และก็รู้ว่าควรจะไหว้ทวนน้ำเมื่อไหร่เราก็รอด นี่คือการรู้จักตัวเอง

มีคำพูดของคนโบราณอยู่เรื่องหนึ่งที่บอกว่ามีแต่ชาติที่ร่ำรวย มีอำนาจ และมีอารยธรรมอันยิ่งใหญ่เท่านั้นที่จะสามารถสร้างคุณค่าหรือมรดกระดับโลกไว้ได้ เช่น อียิปต์ โรมัน หรือตุรกี แต่คุณมาดูตอนนี้สิทั้งสามชาตินี่เศรษฐกิจแย่กันไปหมด คำพูดนี้ควรถูกเปลี่ยนเมื่อเรามามองยังปัจจุบัน เพราะชาติที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและดำรงวิถีต่อไปได้ต่างหากที่จะสร้างความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ได้ เพราะมันจะสามารถต่อไปยังความได้เปรียบต่อชาติอื่นๆ เป็นต้นทุนที่มีคุณค่าต่อยอดไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จนนำมาซึ่งมูลค่า การจะสร้างแบบนี้ได้เนี่ย มันต้องอาศัยต้นทุนที่ต่างจากคนอื่น เพราะคนอื่นเขาอาจจะมีเทคโนโลยีเหมือนกันหมด คุณอาจจะสร้างซอฟต์แวร์ที่เร็วที่สุด ที่ดีที่สุด หรือในเชิงศิลปะ อาจจะมีช่างศิลป์ที่ทำงานเลียนแบบศิลปินท่านนั้นท่านนี้ได้เหมือนที่สุด แต่นั่นล่ะ ทั้งซอฟต์แวร์และช่างศิลป์ก็ไม่มีทางสร้างงานศิลปะได้เหมือนถวัลย์ ดัชนี เพราะถวัลย์ไม่ได้ลอกเลียนใคร เขาเติบโตมาแบบนั้น ฝึกฝนมาแบบนั้น เขาสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาที่หล่อหลอมมาจากวิถีพุทธและความเป็นล้านนา และนั่นคือตัวเขา คืออัตลักษณ์ของเขา

ผมเชื่อว่าการรู้จักตัวเอง ไม่ไหลไปตามกระแส และรู้จักประยุกต์เทคโนโลยีต่างๆ ให้สอดรับกับวิถีชีวิต เป็นเรื่องที่เราสามารถหยิบมาใช้ได้ในทุกๆ กิจกรรม ผมเคยไปฟาร์มแห่งหนึ่งที่ประเทศเยอรมนี ฟาร์มแห่งนั้นยังรักษาวิถีการทำงานหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมาหลายร้อยปีของเขาได้อย่างเคร่งครัด แต่น่าทึ่งว่าใต้โกดังโรงงานของเขากลับมีเครื่องทำความร้อนที่เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดทำงานอยู่ ซึ่งเครื่องทำความร้อนนี้ก็ทำให้คนที่ทำงานในโรงงานรู้สึกอบอุ่นและมีประสิทธิภาพในการทำงาน นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ที่ซึ่งเมื่อเรามองไปยังของเก่า เราก็หาได้ปฏิเสธสิ่งที่เป็นเทคโนโลยี หากนำมาปรับใช้ให้ยังผลที่สมบูรณ์ที่สุด" อาจารย์ภราเดช กล่าวสรุป

//////
 

ขอขอบคุณภาพวงเสวนาจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่

แชร์บทความนี้

Add Line ID

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ปรับโฉมใหม่แล้วนะ

เก็บบรรยากาศแบบเมืองเก่า-แจ่งขะต้ำ ประตูเชียงใหม่ แจ่งกู่เฮือง

จินตภาพที่เลือนหาย ตอนที่ 1